ลักษณะทั่วไปทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทย

ลักษณะทั่วไปทางเศรษฐกิจ
ของประเทศไทย

บรรยายในการอบรมวิชาสังคมศาสตร์

ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๑

 

ผู้บรรยายขอขอบคุณ คุณเฉลิม ไวปรีชี แห่งโรงเรียนพระโขนง พระนคร ผู้ได้อุตส่าห์บันทึกและถอดเทปคำบรรยายไว้เป็นร่าง ซึ่งบรรณาธิการ วิทยาสาร ได้เอื้อเฟื้อส่งให้ผู้บรรยายมีโอกาสตรวจแก้ไขเพิ่มเติม ความรับผิดชอบขั้นสุดท้ายเป็นของผู้บรรยาย แต่ถ้าคุณเฉลิมมิได้พากเพียรให้เกิดเป็นร่างขึ้นแล้ว คำบรรยายนี้คงจะไม่ปรากฏออกเป็นลายลักษณ์อักษร

 

สวัสดี ครูอาจารย์ทั้งหลาย

เรื่อง “ลักษณะทั่วไปทางเศรษฐกิจของประเทศไทย” ที่ผมได้รับมอบหมายให้มาบรรยายนี้เป็นเรื่องกว้างขวาง การบรรยายในเช้าวันนี้ผมจะพยายามชี้แจงให้ท่านทั้งหลายเป็นเชิงแนะแนวทาง และจะยกเอารายงานประจำปี ๒๕๑๐ ของธนาคารแห่งประเทศไทยมาเป็นตัวอย่าง เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในลักษณะทั่วไปของเศรษฐกิจไทย

ปัจจัยในการศึกษาและสอนเศรษฐกิจ

การสอนสังคมศึกษาเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเศรษฐกิจนี้ ผมเห็นจะไม่ต้องเตือนท่านทั้งหลายว่า ท่านต้องคอยดูเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบันทันด่วนอยู่เสมอ เพราะเหตุว่ามีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเสมอ เช่น เมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยเราก็มีการพิจารณางบประมาณประจำปี มีการพิจารณาเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ๕ ปี มีการพิจารณาถึงการเงินการธนาคารอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่เหมือนการสอนวิทยาศาสตร์ที่เราจะเอากฎ เช่น กฎของนิวตันมาว่า นิวตันว่าไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แต่ส่วนทางสังคมศึกษา เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาค้นคว้าให้ทันกับข้อเท็จจริงใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ

การที่จะเข้าใจดีในเรื่องลักษณะเศรษฐกิจของประเทศและของโลกโดยทั่วไปนั้น ผมคิดว่าท่านทั้งหลายจะต้องพิจารณาเพ่งเล็งไปในข้อสำคัญ ๓ ประการ คือ

ประการที่ ๑ ท่านจะต้องพิจารณาเหตุการณ์ ข้อเท็จจริง และสถิติ เช่น การผลิตของเราเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐ เทียบกับปี พ.ศ.๒๕๐๙ เทียบกับปี พ.ศ.๒๕๐๐ ราคาสินค้า ปริมาณ และมูลค่าการค้า สถิติการคลัง เป็นต้น เหล่านี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงทางด้านเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริงทางด้านเศรษฐกิจนั้นมีมากเหลือเกิน กับมีชนิดที่เชื่อได้บ้าง เชื่อไม่ได้บ้าง สำคัญบ้าง ไม่สำคัญบ้าง เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายจะสอนนักเรียนให้เข้าใจดี ท่านจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง เพื่อจะได้เลือกสถิติที่เป็นประโยชน์ ชนิดที่มีความหมาย นำเอามาให้นักเรียนดู ที่ผมพูดถึงนักเรียนนี่หมายถึงชั้นมัธยมและชั้นอุดมศึกษาด้วย

ประการที่ ๒ ท่านจะต้องมีหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง มิใช่แต่เพียงเพื่อเลือกสรรข้อเท็จจริงและสถิติให้ถูกต้องและมีความหมายมาใช้ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ท่านจะต้องใช้ทฤษฎีด้านเศรษฐ-
ศาสตร์ที่กล่าวนี้ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่าไม่มีอะไรลึกซึ้งจนเกินไปนักนอกจากสามัญสำนึก คือ common sense เช่น ถ้าหากว่าสินค้าใดสินค้าหนึ่งมีจำนวนน้อยลงไป ราคามันก็ต้องแพงขึ้น นี่เป็นสามัญ
สำนึก เด็กชั้นประถมก็คงจะเข้าใจได้ หรือว่าถ้าหากว่าเราซื้อของมาจากต่างประเทศมากและขายได้น้อย เราก็ต้องชำระเงินออกไปต่างประเทศเป็นของแน่ เหล่านี้เป็นเครื่องมือที่นำทางไปให้ทั้งอาจารย์และศิษย์เข้าใจได้เลือกเฟ้นสถิติและข้อเท็จจริงได้

ประการที่ ๓ ท่านจะต้องดูถึงการจัดงานทางเศรษฐกิจว่าสถาบันทางเศรษฐกิจในประเทศมีอะไรบ้างและมีความสัมพันธ์ติดต่อกันอย่างไร ท่านทั้งหลายคงจะเห็นว่าสถาบันเศรษฐกิจในประเทศเราและในประเทศอื่นนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะให้การสอนเศรษฐกิจของท่านเป็นประโยชน์ จำเป็นที่จะต้องดูแลการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ทันการณ์ จึงจะให้ความเข้าใจได้ถ่องแท้

หลัก ๓ ประการในการดำเนินงานเศรษฐกิจ

สำหรับผู้ที่จะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินงานเศรษฐกิจของส่วนรวมให้เป็นไปโดยเรียบร้อยแล้ว เพียงปัจจัย ๓ อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ไม่พอแก่การพิจารณา จำเป็นจะต้องมีข้อสมมุติเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ในใจเสมอ หมายความว่าเราจะต้องถามตัวเองว่า ที่ดำเนินงานเศรษฐกิจนั้นเรามุ่งหมายต้องการอะไรแน่ ที่เรามีการค้าขาย มีการธนาคาร มีการเก็บภาษีอากรอะไรเหล่านี้ เรามีความมุ่งหมายที่แน่นอนอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สำหรับเรื่องหลักการความมุ่งหมายนี้ ก็เช่นเดียวกับศีลธรรม แต่ละคน แต่ละสำนัก ก็มีความคิดกันไปคนละทางสองทาง แต่ผมคิดว่าสำหรับตัวของผมเองเท่าที่คิดดูแล้วรู้สึกว่า ในการที่มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ในวงราชการด้านเศรษฐกิจนี้ พอจะแยกจุดมุ่งหมายในด้านการดำเนินงานออกเป็นหลักการได้ ๓ ประการ คือ

หลักการที่ ๑ ต้องการให้เศรษฐกิจของชาติมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป หมายความว่าผลผลิตและรายได้ของประชาชาติ
ทั้งชาติควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือพูดอย่างภาษาสมัยก็คือต้องมีการพัฒนาเศรษฐกิจ ผมเสียใจที่ในรายงานประจำปีของธนาคารแห่งชาติปีนี้เผอิญไม่มีตัวเลขที่เกี่ยวกับผลิตผลของประชาชาติ ผลิตผลทั้งมวลของประชาชาติหมายความว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะทำอะไร จะค้าขาย จะทำนา จะทำสวน ทำไร่ สอนหนังสือ หรือเป็นนายธนาคาร ฯลฯ เราเอารายได้และผลผลิตเหล่านี้มารวมกันทั้งชาติบวกเข้าไป แล้วถ้ามองจากแง่ของผลผลิต ก็เรียกว่า national product หรือผลผลิตประชาชาติ ถ้าหากว่ามองจากแง่ของรายได้รวมทั้งหมดนี้ ก็เรียกว่ารายได้ประชาชาติหรือ national income เป้าหมายของการดำเนินงานเศรษฐกิจในหลักการที่ ๑ ก็คือ ทำให้ผลผลิตหรือรายได้ประชาชาติส่วนรวมก้าวหน้าอยู่เสมอ ผมพอจะยกข้อเท็จจริงมาเสนอเป็นเลาๆ ได้ว่า สำหรับประเทศไทยเรานั้น ในแผนพัฒนาที่ ๑ คือ ๖ ปีที่แล้ว ซึ่งมาจบเอาเมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๐๙ นั้น รายได้ประชาชาติของเราเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ ๘ ใน ๑๐๐ ต่อปี ตลอด ๖ ปีที่แล้วมา ในปี ๒๕๑๐ เนื่องจากเราผลิตข้าวได้น้อยหน่อย รายได้ประชาชาติของเราเพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่น้อยกว่า ๘% เพิ่มขึ้นประมาณ ๗% ต่อปี นี่เรียกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจเป็นหลักการที่ ๑ ในเรื่องเป้าหมาย ถ้าเรามีเศรษฐกิจประเภทที่มีความก้าวหน้าอยู่เสมอ นั่นเป็นของดีถูกหลักการที่ผมกล่าวมา อนึ่ง โปรดสังเกตว่าอัตราเพิ่มของรายได้ที่ผมว่าเมื่อกี้นี้ของเราดีเป็นที่ ๑ ในเอเชีย เว้นไว้แต่ญี่ปุ่นซึ่งเพิ่มขึ้นปีละประมาณ ๑๐% ไทยเราเพิ่มขึ้นปีละประมาณ ๘% อย่างประเทศในอเมริกาและยุโรปนั้น เนื่องจากเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเจริญแล้ว อัตราการเพิ่มของเขาไม่ค่อยสูงเท่าใดนัก ประมาณ ๔% หรือ ๕% ต่อปีนั่นเป็นของดี

หลักการที่ ๒ ซึ่งเป็นเป้าหมายในการที่จะดำเนินงานเศรษฐกิจนั้นก็คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ จำเป็นจะต้องเฉลี่ยให้ทั่วถึงกัน ถ้ามีการเพิ่มผลผลิตและรายได้เฉพาะบุคคลบางจำพวก และบุคคลจำพวกอื่นๆ ไม่เพิ่มรายได้ขึ้น หรือซ้ำร้ายกลับลดลงไปอย่างนี้ ก็นับว่าเราไม่ได้ดำเนินการทางเศรษฐกิจทำนองที่ถูกต้องดีนัก ข้อนี้เป็นข้อที่ประเทศไทยเราบกพร่องอยู่เป็นอันมาก กล่าวคือ รายได้ของประชาชาติไทยในปัจจุบันนี้ ถ้าพูดโดยเฉลี่ยแล้วโดยนับตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงไปจนกระทั่งถึงคนชรามีอายุมาก เอา ๓๒ ล้านหารรายได้ประชาชาติที่เรามีอยู่ จะได้ออกมาเป็นรายได้คนหนึ่งปีหนึ่งประมาณ ๒,๘๐๐ บาท ซึ่งนับได้ว่าดีกว่าหลายประเทศ ดีกว่าแทบทุกประเทศในแอฟริกา ดีกว่าประเทศในเอเชียหลายประเทศ เช่น พม่า เขมร ลาว ลังกา พวกนี้ด้อยกว่าเราทั้งนั้น แต่ของเรายังต่ำกว่ามาเลเซียบ้างเล็กน้อย ถ้าเทียบรายได้ของเรากับของอเมริกาแล้ว รายได้ต่อคนต่อปีของเราต่ำกว่าเขา ๑ ใน ๒๐ คือหมายความว่าของเรา ๑ ของเขา ๒๐

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ถ้ามองเฉพาะภายในประเทศไทยเรา การเฉลี่ย
รายได้นั้นไม่สม่ำเสมอกันพอควร คนในพระนครและธนบุรีเป็นส่วนใหญ่ คนในภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ มีรายได้ต่อคนต่อปีสูงกว่าจำนวนเฉลี่ยที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ที่ต่ำที่สุดคือภาคอีสาน ที่ต่ำรองลงมาคือภาคเหนือและภาคใต้ สำหรับภาคเหนือนั้นค่อนข้างจะสม่ำเสมอและไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงนัก แต่สำหรับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีในภาคใต้นั้นขึ้นๆ ลงๆ เสมอ แล้วแต่ยางและดีบุกมีราคาดีหรือไม่ดี ลักษณะของประเทศเราเป็นอย่างนี้ ถ้าใครทำนาปลูกข้าวมักจะมีรายได้สม่ำเสมอ (เว้นแต่จะมีเหตุวิปริตทางธรรมชาติ อย่างเมื่อปีกลายนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

เพราะฉะนั้นที่ผมกล่าวเมื่อตอนต้นว่า ตามหลักการที่ ๒ เราควรเฉลี่ยรายได้ให้สม่ำเสมอกันนั้น ในข้อนี้รู้สึกว่าเรายังบกพร่องอยู่มาก และไม่ใช่จะบกพร่องในปีสองปีนี้ เราบกพร่องตลอด ๓๐–๔๐ ปีที่แล้วมา เราไม่ได้มุ่งพัฒนาให้เกิดรายได้สูงขึ้นในท้องที่ที่ควรจะสูงขึ้น เพราะฉะนั้นแผนพัฒนาต่อไป ในปัจจุบันนี้จึงมีความมุ่งหมายอยู่เสมอว่า จะทำให้ท้องถิ่นในแถบที่กันดารได้รับการพัฒนามากกว่าที่อื่น แต่นี่พูดง่ายทำยาก และไม่ว่าทำอะไรๆ ก็ตามเถอะ เท่าที่ประสบมาเราจะพัฒนาที่ไหน ที่อีสาน ที่ภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคตะวันออก ผลผลิตที่สูงขึ้นนั้นจะสะท้อนกลับมาสู่กรุงเทพฯ ทั้งนั้น เพราะอะไร ผลิตผลที่ปลูกเพิ่มขึ้นทางภาคเหนือหรือภาคอีสานก็ต้องเข้ามาหาตลาดที่กรุงเทพฯ ต้องออกจากกรุงเทพฯ ไปสู่ต่างประเทศ เพราะเรามีท่าเรือที่กรุงเทพฯ แห่งเดียว เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะพัฒนาที่ไหนๆ กรุงเทพฯ ได้ผลพลอยได้เสมอ และได้มากกว่าที่อื่น เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่า ถ้าเราต้องการจะพัฒนาประเทศให้สม่ำเสมอกันนั้น ลองอั้นที่กรุงเทพฯ สักพักหนึ่งละก็คงจะดี (แต่ถึงอั้นอย่างไร ก็อั้นไม่อยู่) ไม่จ่ายเงินให้กรุงเทพฯ เสียบ้าง ไปจ่ายที่อื่นให้มากขึ้น อาจจะได้ผลบ้าง นี่เป็นหลักการที่ ๒

หลักการที่ ๓ ของเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจคือ พยายามให้ความเจริญมีเสถียรภาพสม่ำเสมออยู่เสมอ กล่าวคือ ไม่ใช่มีเศรษฐกิจรุ่งเรืองในปีหนึ่งเสร็จแล้วตกต่ำในอีกปีหนึ่ง แล้วก็ไปรุ่งเรืองแล้วก็ไปตกต่ำ ถ้าเป็นเช่นนี้ ความเดือดร้อนที่จะมีแก่พวกเราในเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้นจะรุนแรง ไม่คุ้มกับที่ได้รับความพอใจในตอนรุ่งเรือง เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นที่จะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพอยู่เสมอ คำว่าเสถียรภาพนี้มีความหมายหลายประการ

ความหมายที่ ๑ คือให้การพัฒนาที่ผมกล่าวเป็นหลักการในข้อแรกนั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น เพิ่มขึ้น ๘% ปีต่อไปก็ให้เป็น ๘% อีก ถ้าเพิ่ม ๘% แล้วลดลงมา ๒% แล้วขึ้นไป ๘% แล้วลงมา ๒% ละก็ ผมอยากจะให้เป็น ๖% รวดไปจะดีกว่า หรือ ๕% รวด แทนที่จะขึ้นๆ ลงๆ

ความหมายที่ ๒ ความหมายของเสถียรภาพแห่งเศรษฐกิจคือเสถียรภาพแห่งราคาสินค้า หรือมองอีกแง่หนึ่งคือเสถียรภาพแห่งค่าของเงินตรา ท่านทั้งหลายคงจะเข้าใจได้ดีว่า ถ้าเราพูดว่าราคาสินค้าแพงขึ้นหรือสูงขึ้น ก็หมายความว่าค่าของเงินต่ำลง เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงราคาสินค้าหรือค่าของเงิน เราพูดถึงของอย่างเดียวกัน เพียงแต่มองคนละด้านเท่านั้น

เสถียรภาพดังกล่าวซึ่งเป็นข้อมุ่งหมายนี้ควรที่จะให้มีเสถียรภาพในการพัฒนาและเสถียรภาพของการเงิน เพราะเหตุว่าถ้าหากการเงินไม่มีเสถียรภาพแล้ว ค่าของเงินบาทหรือราคาสินค้าขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ เป็นเรื่องที่พ่อค้าเก็งลำบากในการที่ดำเนินการเศรษฐกิจ ถ้าค่าของเงินบาทตกอยู่เสมอ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังหรือสำนักงบประมาณที่จะพิจารณาถึงเรื่องการคลังของประเทศก็พิจารณายาก แม้แต่คนที่มีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนอยู่ก็จะได้รับความเดือดร้อน

เรื่องเสถียรภาพของเงินตราที่ผมได้นำมากล่าวนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเหตุว่าถ้าหากเราไม่รักษาเสถียรภาพในตอนต้นๆ อยู่เสมอแล้ว เราจะประสบหายนะ คือปัญหาจะพอกพูนขึ้นมาและมีอันตรายอย่างรวดเร็ว ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูถึงเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เมื่อ ๓–๔ ปีที่แล้วเกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง อัตราเงินเฟ้อของเขานั้นไม่ใช่ ๓% หรือ ๔% อย่างประเทศเรา (หมายความว่าสินค้าขึ้นราคาปีละ ๓% หรือ ๔%) แต่ของเขานั้นอัตราเงินเฟ้อ ๕๐% ๑๐๐% หรือ ๒๐๐% ก็เคยมี ในเวลานั้นเขาพยายามแก้ไขเศรษฐกิจของอินโดนีเซียกันอยู่ คนที่ไปเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐบาลอินโดนีเซียนั้นให้คำปรึกษาแก่อินโดนีเซียว่า ถ้าปีนี้อัตราเงินเฟ้อของเขาแก้ได้ลดลง ๒๕% (คือหมายความว่าเมื่อต้นปีสินค้ามีราคา ๑๐๐ บาท ปลายปีราคา ๑๒๕ บาท) ก็นับว่าเป็นความสามารถและเป็นบุญกุศลอย่างใหญ่หลวงแล้ว เวลาเกิดเงินเฟ้อแล้วมันเกิดขึ้นเรื่อยเป็นดินพอกหางหมู เพราะฉะนั้นนักธนาคารส่วนใหญ่มักจะมีความเกรงกลัวเงินเฟ้อนี้มาก พยายามที่รักษาเสถียรภาพให้ดี

ที่ผมพูดมาถึงตอนนี้สรุปได้อย่างนี้ ผมได้แนะท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านจะพยายามก้าวหน้าให้ทันกับเศรษฐกิจอยู่เสมอ ท่านจะต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริง สถิติ ท่านจะต้องมีทฤษฎีอยู่บ้าง และท่านจำเป็นที่จะต้องเปิดหูเปิดตาคอยดูว่า ระบบเศรษฐกิจและการจัดงานเศรษฐกิจของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่ความเข้าใจเหล่านี้ท่านจะเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์มากขึ้น ถ้าหากว่าท่านมีความเข้าใจในเป้าหมายของการดำเนินงานเศรษฐกิจ และเป้าหมายนั้นก็คือจะต้องให้เศรษฐกิจนั้นเจริญอยู่เสมอ จะต้องให้ความเจริญของเศรษฐกิจนั้นแพร่หลายไปให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคทุกคนในประเทศ และจำเป็นที่จะต้องให้เศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพดีพอสมควรทั้งในด้านความก้าวหน้า ในด้านราคาสินค้า และการเงิน

การพิจารณาลักษณะเศรษฐกิจจากรายงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีนี้ ผมจะขอแนะเรื่องรายงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศ
ไทย รายงานนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความรับผิดชอบตามกฎหมายที่จะเสนอต่อรัฐบาลคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และในทางปฏิบัติได้เสนอนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกท่านด้วย ในรายงานประจำปีนั้นมีการพิจารณาถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของชาติไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ และตัวเลขสถิติค่อนข้างเชื่อถือได้ ท่านผู้สนใจจะนำมาใช้สำหรับสอนวิชาเกี่ยวกับเศรษฐกิจในโรงเรียนมัธยมก็คงจะใช้ได้

หัวข้อในรายงานฐานะเศรษฐกิจประจำปีในรายงานสำหรับปี ๒๕๑๐ มีดังนี้

(๑) สรุปข้อเท็จจริง

(๒) หมวดที่ ๑    การผลิตและระดับราคา

                    ผลผลิตส่วนรวมของประเทศ

                    การผลิต     (ก) เกษตรกรรม

                                 (ข) อุตสาหกรรม

                                 (ค) การทำเหมือง

                    ธุรกิจการค้า

                    ระดับราคา   (ก) ราคาขายส่ง

                                 (ข) ราคาผู้บริโภค

(๓) หมวดที่ ๒    การชำระเงินและการค้ากับต่างประเทศ

                    ดุลการชำระเงิน

                    การค้ากับต่างประเทศ

                                 (ก) สินค้าขาออก

                                 (ข) สินค้าขาเข้า

                                 (ค) ราคาสินค้าเข้าออก
                                            เปรียบเทียบ

                                 (ง) วิถีการค้า

                    บริการ บริจาค และเงินทุน

                    เงินสำรองระหว่างประเทศ

                    อัตราแลกเปลี่ยน

                    นโยบายการค้าต่างประเทศ

(๔) หมวดที่ ๓    การคลัง

                    ภาษีอากร

                    ฐานะการคลัง

                    ผลลัพธ์ของงบประมาณประจำปี ๒๕๑๐

                    งบประมาณประจำปี ๒๕๑๑

                    หนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ

(๕) หมวดที่ ๔    การเงินและการธนาคาร

                    ภาวะการเงิน

                    ปริมาณเงิน

                    สาเหตุการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน

                    สภาพคล่องในภาคประชาชน

                    ภาวะธนาคารพาณิชย์

ในรายงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทยนี้ เมื่อได้แสดงลักษณะทั่วไปของเศรษฐภาวะแล้ว ก็ได้มีรายงานการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง และต่อจากนั้นภาคสุดท้ายเป็นภาคของข้อเสนอแนะต่างๆ ที่คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอต่อรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจที่ควรพิจารณาดำเนินการหรือแก้ไขตามสมควร

ในคำบรรยายนี้ ผมจะขอหยิบยกเอาความสำคัญบางประการมาสรุปและขยายความบ้างพอสมควร

บทสรุปในตอนต้นของรายงานนั้นได้พรรณนาลักษณะทั่วไปของเศรษฐกิจไทยไว้ จึงขอยกมาเสนอทั้งตอนดังนี้

“ในปี ๒๕๑๐ ผลิตภัณฑ์ในประเทศทั้งสิ้นคำนวณตามราคาคงที่เพิ่มขึ้นในอัตราประมาณร้อยละ ๗.๑ ซึ่งแม้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๒ ก็ยังนับว่าเป็นอัตราค่อนข้างสูง การผลิตด้านเกษตรกรรมโดยส่วนรวมได้ผลดี ส่วนทางอุตสาหกรรมสินค้าที่สำคัญหลายประเภทผลิตได้มากกว่าในปีก่อน ทางด้านการค้าต่างประเทศสินค้าขาออกมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่สินค้าขาเข้ายังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากเช่นเดียวกับในปี ๒๕๐๙ ปริมาณเงินขยายตัวในอัตราค่อนข้างต่ำ แต่ระดับราคาสินค้าทั่วไปโดยเฉพาะประเภทอาหารยังคงสูงขึ้น

การทำนาในปี ๒๕๐๙/๑๐ ได้ผลดีเป็นพิเศษ แต่ในปี ๒๕๑๐/๑๑ คาดว่าผลผลิตจะลดลงมาก เนื่องจากภาวะฝนแล้งซึ่งยาวนานผิดปกติ ความแปรปรวนในสภาพดินฟ้าอากาศในปี ๒๕๑๐ นี้ มีผลกระทบกระเทือนถึงการผลิตพืชอื่นๆ ที่สำคัญๆ อีกหลายชนิด โดยเฉพาะข้าวโพด ปอแก้ว และข้าวฟ่าง

การผลิตทางอุตสาหกรรมหลายประเภทเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะโลหะ ดีบุก กระดาษ ซีเมนต์ และกระสอบ ในปีนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรมได้เพิ่มเติมอุตสาหกรรมที่พึงได้รับการส่งเสริมอีก ๑๕ ประเภท จำนวนผู้ที่ได้รับบัตรส่งเสริมในระหว่างปีมีมากกว่า ๑๐๐ ราย มีทุนจดทะเบียนกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท

ทางด้านการค้าต่างประเทศสินค้าออกสำคัญ เช่น ข้าว ปอ และข้าวโพด ส่งออกได้น้อยลง นอกจากนั้นราคายางและปอยังตกลงมาก แต่เนื่องจากส่งข้าวออกได้ราคาดีเป็นพิเศษ มูลค่าสินค้าขาออกทั้งสิ้นจึงสูงกว่าในปี ๒๕๐๙ เล็กน้อย ส่วนด้านสินค้าขาเข้าในปีนี้มูลค่ายังคงเพิ่มขึ้นในอัตราสูงคือประมาณร้อยละ ๑๒ เทียบกับอัตราเพิ่มร้อยละ ๒๐ ในปี ๒๕๐๙ และอัตราเพิ่มร้อยละ ๑๐ ระหว่างปี ๒๕๐๗–๒๕๐๘ การค้าในปีนี้จึงขาดดุลประมาณ ๖,๕๗๗ ล้านบาท (ตัวเลขคาดคะเน) อย่างไรก็ดี ฐานะด้านบริการและบริจาคเอกชนมียอดเกินดุลเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเงินบริจาคทางการที่ประเทศไทยได้รับตลอดจนเงินทุนเข้าประเทศยังคงเพิ่มขึ้นด้วย เงินสำรองระหว่างประเทศจึงเพิ่มขึ้นเกือบ ๑,๓๐๐ ล้านบาท

การรับ–จ่ายเงินประเภทต่างๆ ของรัฐบาลในรอบปีปฏิทินนี้มียอดขาดดุลเป็นตัวเงินประมาณ ๑,๔๑๕ ล้านบาท เทียบกับจำนวนขาดดุล ๑,๓๕๐ ล้านบาทในปี ๒๕๐๙ แต่เมื่อรวมรายรับสุทธิจากเงินกู้และอื่นๆ แล้ว เงินคงคลังยังคงเพิ่มขึ้นอีกเช่นเดียวกับปีก่อนๆ ส่วนหนี้ของรัฐบาลโดยตรงเพิ่มขึ้นประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท แต่หนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันลดลงประมาณ ๔๐๐ ล้านบาท

ในปีนี้ปริมาณเงินในมือประชาชนเพิ่มขึ้นในอัตราค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปี ๒๕๐๙ ทั้งนี้เนื่องจากสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำกว่าในปีก่อนมาก ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเงินฝากจ่ายคืนเมื่อทวงถามแทบทั้งสิ้น ส่วนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนเกือบไม่เพิ่มเลย ทางด้านธนาคารพาณิชย์การให้กู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นมากเฉพาะในไตรมาสแรก แต่หลังจากนั้นลดลง และถึงแม้จะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา อัตราเพิ่มของทั้งปีก็ยังต่ำกว่าทั้งปีของปี ๒๕๐๘ และ ๒๕๐๙ อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า จำนวนเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์กู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งการขายช่วงลด ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษในตอนต้นปีนั้น ได้ลดลงเรื่อยมาเป็นลำดับ และในตอนสิ้นปี กลับมียอดคงค้างต่ำกว่าเมื่อสิ้นธันวาคม ๒๕๐๙

ในปีนี้ ระดับราคาทั่วไปยังคงสูงขึ้นอีกต่อจากปีก่อน ดรรชนีราคาขายส่งสูงขึ้นจากระดับเฉลี่ยปี ๒๕๐๙ ร้อยละ ๗๖ ซึ่งต่ำกว่าอัตราเพิ่มในปี ๒๕๐๙ เกือบครึ่งหนึ่ง การที่ดรรชนีราคาขายส่งสูงขึ้นนี้เนื่องจากราคาสินค้าในหมวดอาหารสูงขึ้นเกือบทุกชนิด ส่วนดรรชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๔ ใกล้เคียงกับอัตราเพิ่มในปี ๒๕๐๙ ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มราคาในหมวดอาหารเช่นเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าดรรชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมากเฉพาะในเดือนแรกของปี และกลับลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ และหลังจากนั้นแม้จะเพิ่มขึ้นอีกแต่อัตราเพิ่มอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ”

โปรดสังเกตว่า เรื่องระดับราคาเราสนใจเป็นพิเศษ เพราะดังที่เรียนไว้ข้างต้นแล้ว เสถียรภาพของราคาเป็นเรื่องที่เราจะต้องคอยสอดส่องดูแลอยู่เสมอ การที่เราดูว่าราคาขึ้นหรือลง มีเสถียรภาพหรือไม่นั้นเราใช้ดรรชนี ๒ อย่าง คือ ดรรชนีราคาขายส่ง และดรรชนีราคาผู้บริโภค ดรรชนีราคาผู้บริโภคหรือราคาขายปลีกนั้นจัดเป็นเรื่องค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายของพ่อบ้านแม่เรือน ส่วนดรรชนีราคาขายส่งนั้นเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของราคาในด้านการค้าขายมากกว่า แต่ดรรชนีทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ

ประเทศไทยเรานี้มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศมากกว่าประเทศอย่างประเทศอเมริกา ซึ่งเขาผลิตแล้วเขาก็ขายซึ่งกันและกันอยู่ในประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่ในประเทศไทยนี้เราต้องอาศัยผลิตวัตถุดิบและอาหารส่งไปต่างประเทศ แล้วก็ซื้อสินค้าประเภทเครื่องจักรและอุปโภคบริโภคเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการค้าของเราสำคัญมาก

นอกจากเรื่องการค้าระหว่างประเทศแล้วยังมีเรื่องการชำระเงินกับต่างประเทศอีก เพราะเหตุว่าถ้าเราดูแต่เฉพาะการค้าอย่างเดียว เราก็จะทราบถึงว่าสินค้าออกและสินค้าเข้ามีอะไรบ้าง และตามปกตินั้นถ้าซื้อขายและชำระกันเป็นเงินสด เราก็ไม่ต้องพูดถึงการชำระเงินให้แตกต่างไปจากการค้า เพราะเหตุว่าดุลการค้ากับดุลการชำระเงินก็เหมือนกัน แต่เผอิญการค้าในโลกนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ได้ใช้เงินสดเสมอ บางทีเราซื้อของเข้ามาด้วยเงินผ่อนหรือเงินเชื่อ บางทีเราไปกู้เงินเขามาแล้วเราซื้อของของเขาเข้ามา หรือบางทีมีคนนำเอาสินค้าเข้ามาโดยที่เราไม่ต้องชำระเงิน นำเข้ามาลงทุนโดยไม่มีเงินสดชำระ ในกรณีเหล่านี้ความแตกต่างระหว่างดุลการค้ากับดุลการชำระเงินจึงมีมาก

สำหรับประเทศไทยเราพอจะพูดได้ว่า เราซื้อของจากต่างประเทศมากกว่าที่เราขายของไปต่างประเทศ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ มีน้อยปีนักที่เราจะขายมากกว่าซื้อ อย่างนี้เรียกว่าดุลการค้ามักจะขาดดุล แต่ดุลการชำระเงินของเรานั้นเกินดุล กล่าวคือเรามีเงินเพิ่มขึ้นแทนที่เราจะต้องจ่ายเงินมาก ทั้งๆ ที่ซื้อของมากเรากลับได้เงินเข้ามามากกว่าที่เราจ่ายออกไป นี่ก็เพราะเหตุว่าเราสามารถกู้คนอื่น เราสามารถให้คนอื่นเขามาช่วยเหลือเรา สมมุติว่าอเมริกามาสร้างสถานีวิทยุให้เรา หรือสร้างสนามบินอะไรเหล่านี้ ก็นำเงินเข้ามา นำของเข้ามา หมายความว่าเราไม่ต้องชำระเงิน หรือบางทีมีต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เขานำเครื่องจักรเข้ามาเราก็ไม่ต้องชำระเงิน ดุลการชำระเงินของเราจึงเพิ่มขึ้น จึงมีเงินเกินดุลอยู่เสมอในระยะ ๑๐ ปีที่แล้ว

การชำระเงินในปี ๒๕๑๐ ยังคงเกินดุลอยู่เช่นเดียวกับปีก่อนๆ แต่จำนวนเกินดุลลดน้อยลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งมียอดเกินดุลสูงเป็นพิเศษ เงินสำรอง ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เมื่อสิ้นปี ๒๕๑๐ เพิ่มขึ้นเป็น ๘๗๖.๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ ๑๘,๒๓๐.๖ ล้านบาท

การค้าและความสัมพันธ์กับต่างประเทศหาใช่ดูแต่เฉพาะเงินเข้าและเงินออก สินค้าเข้ากับสินค้าออก ดูแต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ต้องพิจารณาถึงราคาสินค้าเข้าออกเปรียบเทียบ คือถ้าสินค้าขาเข้าราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ และราคาสินค้าออกคงที่ อย่างนี้แหละที่เรียกว่าเสียเปรียบเพราะเหตุว่าเราต้องซื้อของเขาแพงแต่เราขายได้ราคาเท่าเดิม อย่างนี้นับว่าเป็นของไม่ดี แต่เดชะบุญใน ๑๐ ปีที่แล้วมาราคาสินค้าขาออกและขาเข้าเพิ่มขึ้นเรื่อย แต่ราคาสินค้าออกของเราเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคาสินค้าขาเข้าเราจึงได้เปรียบ เราได้ประโยชน์จากเรื่องนี้อยู่มาก ถ้าเราเอาปี ๒๕๐๑ เป็นเกณฑ์ให้เท่ากับ ๑๐๐ ในปี ๒๕๐๙ ดรรชนีนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๑๑๕.๘๗ หมายความว่าเราได้กำไร ๑๕% กว่าๆ เกือบ ๑๖% และในปี ๒๕๑๐ ก็ยังดีอยู่อีก นี่เป็นของดี

การค้าจะดีหรือไม่ดีที่จะพิจารณาต่อไปอีกคือ “วิถีการค้า” ซึ่งแสดงว่าเราซื้อจากใคร มากแค่ไหน ซื้อจากประเทศไหนบ้าง และขายให้ประเทศไหนบ้าง ถ้าเราขายรวมอยู่ในประเทศเดียว เช่น เราขายข้าวโพดแล้วเราต้องพึ่งญี่ปุ่นมาก อย่างนี้เป็นการไม่ค่อยดีนัก เพราะถ้าญี่ปุ่นพยายามตัดราคาเรา เราก็ไม่มีทางที่จะต่อรองกับเขาได้ถ้าเราต้องพึ่งเขาขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องวิถีการค้าเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณา

สินค้าขาออกของไทยส่งไปจำหน่ายยังประเทศในทวีปเอเชียมากที่สุดคือประมาณ ๒ ใน ๓ ของสินค้าออกทั้งสิ้น รองลงมาได้แก่ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา ซึ่งได้แก่สหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศในทวีปแอฟริกาและอื่นๆ มีเพียงเล็กน้อย ในปี ๒๕๑๐ วิถีการค้าคงไม่เปลี่ยนแปลง ตลาดที่สำคัญคงได้แก่ญี่ปุ่น รองลงไปคือสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความสำคัญเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว สำหรับประเทศอินเดีย ในปีที่แล้วเลื่อนความสำคัญขึ้นมาเป็นอันดับ ๓ เนื่องจากได้ซื้อปอจากไทยมาก ในปีนี้ได้ลดความสำคัญลงไป เพราะหยุดซื้อปอจากไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนสิงคโปร์ ฮ่องกง อินโดนีเซีย คงซื้อสินค้าจากไทยในระดับเดียวกับปีที่แล้ว สำหรับสหพันธ์มาเลเซียลดความสำคัญลงไปมาก เนื่องจากมิได้ซื้อสินค้าแร่ดีบุกจากไทยเช่นเคย

สำหรับด้านสินค้าขาเข้า ประเทศที่ขายสินค้าให้ไทยมากที่สุดได้แก่ญี่ปุ่น รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสหราชอาณาจักร

ทีนี้ถ้าจะดูว่าฐานะเศรษฐกิจของเราทั้งภายในและภายนอกดีหรือไม่อย่างไรนั้น ท่านจะต้องดูเงินสำรองระหว่างประเทศ อย่างที่ผมได้เรียนไว้เมื่อกี้นี้ว่า เงินสำรองระหว่างประเทศนั้นเราเพิ่มขึ้นเสมอ ในปี ๒๕๐๐ เรามีประมาณ ๓๑๙ ล้านเหรียญอเมริกัน มีทองคำ เงินปอนด์ และเงินเหรียญอเมริกัน คิดเป็นมูลค่าได้ ๓๑๙ ล้านเหรียญอเมริกัน ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๑๐ เรามี ๘๗๖ ล้านเหรียญอเมริกันดีขึ้นกว่า ๑๐๐% เกือบ ๒๐๐% ซึ่งนับว่าเป็นของที่มีค่าสำหรับเรา ที่จริง ๘๗๖ ล้านเหรียญอเมริกันนั้นเป็นเงินสุทธิ แท้จริงที่อยู่ในทางราชการเก็บไว้นั้นมีมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน แต่ภาคเอกชนของเราคือธนาคารพาณิชย์นั้น มักจะเป็นลูกหนี้ต่างประเทศ เราหักออกเสียก็เหลือ ๘๗๖ ล้าน

ผมก็เลยพูดเสียในตอนนี้เลยว่า ที่มีคนสนใจว่าประเทศไทยเราเป็นหนี้สินต่างประเทศมากเหลือเกินแล้วก็เป็นข้อกังวลนั้น ผมว่าเป็นความคิดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนัก เป็นความวิตกที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทุกวันนี้เรามีหนี้สินในต่างประเทศรวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๔๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน แต่เรามีเงินสำรองถึง ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญอเมริกันในทางราชการ นี่เป็นเรื่องที่นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนบทความในหนังสือพิมพ์มักจะเข้าใจผิด และอีกประการหนึ่งเราชำระหนี้ต่างประเทศอยู่เสมอ เรากู้เขามาแล้วเราชำระไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงเรื่องด้านต่างประเทศและเงินสำรองระหว่างประเทศแล้ว ผมรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องวิตกนัก

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้มีที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคืออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินต่างประเทศมีอัตราเสถียรภาพอยู่เสมอจะมีก็เงินบาทขึ้นราคาอยู่เรื่อยๆ ทีละ ๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ต่อ ๑ ดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็นของดี

การคลัง

สำหรับเรื่องที่ว่าด้วยการคลัง ผมจะขอข้ามไปเสีย เพราะจะมีการบรรยายในวันพรุ่งนี้ โดย ดร.อรัญ ธรรมโน ข้าราชการกระทรวงการคลังมาอธิบายเกี่ยวกับภาษีอากร เงินคงคลัง รายจ่ายตามงบประมาณ งบบริหาร งบพัฒนา ฯลฯ มีข้อที่ควรจะสังเกตในการอ่านรายงานประจำปีธนาคารหมวดที่ว่าด้วยการคลังก็คือ ในรายงานนั้นมีทั้งตัวเลขสถิติตามปีงบประมาณ (ตุลาคม–กันยายน) และตามปีปฏิทิน (มกราคม–ธันวาคม) ทั้งนี้เพราะเผอิญธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ปีปฏิทินเป็นหลัก เราไม่ได้ใช้ปีงบประมาณ เพราะฉะนั้นในรายงานประจำปีของธนาคารชาติจึงต้องทำเรื่องงบประมาณเป็น ๒ วาระ ท่านทั้งหลายไม่จำเป็นจะต้องไปพิถีพิถันในเรื่องนี้จนเกินไปนัก จะใช้ตัวเลขชุดใดชุดหนึ่งก็ได้เพียงชุดเดียว

การเงิน การธนาคาร

หน้าที่โดยเฉพาะของธนาคารแห่งประเทศไทยคือการเงินและการธนาคาร ซึ่งเป็นเรื่องที่เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรง แต่ว่าเนื่องจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนั้นมีคาบเกี่ยวอยู่กับเรื่องทางด้านอื่นๆ เสมอ เราก็จำเป็นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนในการที่จะพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจด้านอื่นด้วย เช่น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการบริหารของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติโดยตำแหน่ง เป็นต้น และอีกประการหนึ่ง ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติจะต้องร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการสภาพัฒนา เพื่อพิจารณางบประมาณประจำปีให้แก่รัฐบาลเป็นส่วนรวมด้วย

เรื่องที่เราสนใจมากที่สุดคือเรื่องปริมาณเงิน ปริมาณเงินได้แก่ยอดรวมธนบัตรที่อยู่ในมือประชาชนบวกด้วยเงินฝากเผื่อเรียกในธนาคารพาณิชย์ทั้งมวล ในปีนี้ปริมาณเงินในมือประชาชนขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าปีที่แล้วอย่างน่าสังเกต เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๑๐ ปริมาณเงินมีจำนวน ๑๗,๘๙๐.๖ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๐๙ เพียง ๑,๒๓๒.๘ ล้านบาท หรือร้อยละ ๗.๔ เทียบกับอัตราเพิ่มในปี ๒๕๐๙, ๒๕๐๘ และ ๒๕๐๗ ซึ่งเท่ากับร้อยละ ๑๖.๒, ๑๐.๙ และ ๘.๗ ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ถ้าพิจารณาจากระดับเฉลี่ยของตัวเลขสิ้นเดือนทุกเดือนในปีที่เทียบเคียงกัน ปริมาณเงินในปีนี้สูงกว่าปีก่อน ๑,๗๕๙.๒ ล้านบาท หรือร้อยละ ๑๑.๔ เทียบกับอัตราเพิ่มร้อยละ ๑๘.๑ ในปี ๒๕๐๙ ร้อยละ ๖.๘ ในปี ๒๕๐๘ และร้อยละ ๖.๙ ในปี ๒๕๐๗

อนึ่ง ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากเผื่อเรียกคือเพิ่มขึ้น ๗๕๐.๘ ล้านบาท ส่วนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพียง ๔๘๒.๐ ล้านบาท ซึ่งทำให้อัตราส่วนของธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ต่อปริมาณเงินลดลงจากร้อยละ ๕๖.๗ เมื่อสิ้นปี ๒๕๐๙ เป็นร้อยละ ๕๕.๕ เมื่อสิ้นปี ๒๕๑๐

ประเด็นสำคัญที่จะต้องวินิจฉัยคือเงินเฟ้อหรือไม่เฟ้อ เสถียรภาพของการเงินนั้นพิจารณาอย่างง่ายๆ ก็คือ เปรียบเทียบปริมาณเงินว่าเพิ่มขึ้นเท่าใดด้านหนึ่งกับปริมาณสิ่งของคือผลิตผลของประชาชาติว่าเพิ่มขึ้นเท่าใด ถ้าเงินเพิ่มขึ้นมากจนเกินไปนักแต่ผลิตผลเพิ่มขึ้นไม่มาก ก็มีช่องทางที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ และจะเป็นอันตรายแก่เสถียรภาพของการเงิน ถ้าเงินเพิ่มขึ้นน้อยแต่ผลิตผลเพิ่มขึ้นมากก็ทำให้เงินฝืด ซึ่งเป็นอันตรายแก่เสถียรภาพของการเงินอีกด้านหนึ่งในแง่ที่จะทำให้การค้าขายไม่สะดวก เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มขึ้นพอดีๆ และอะไรที่เรียกว่าพอดีๆ สำหรับในประเทศไทยเรานี้ก็เป็นเรื่องที่แต่ละคน แต่ละนักทฤษฎีจะพิจารณาไป แต่ผมเองเห็นว่าพอดีๆ นั้นหมายความว่า ปริมาณเงินจะต้องเพิ่มขึ้นไม่มากกว่าอัตราการเพิ่มของผลผลิตจนเกินไปนัก เช่น อัตราเพิ่มของผลผลิตเป็น ๘% ต่อปี ปริมาณเงินไม่ควรจะเพิ่มเกินกว่า ๑๐% หรือ ๑๒% ต่อปี ในปี ๒๕๐๙ เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นไปในทำนองที่เราจะต้องเป็นห่วงมาก เพราะเหตุว่าผลิตภัณฑ์ของประชาชาติเพิ่มขึ้น ๘% แต่เงินเพิ่มขึ้น ๑๗% ท่านทั้งหลายคงจำได้ว่า ในปี ๒๕๐๙ เป็นปีที่อเมริกันเข้ามาสร้างสนามบินที่อู่ตะเภา มาทำที่ตาคลี และแห่งอื่นๆ มาก สาเหตุเกิดจากการก่อสร้างของอเมริกันในประเทศไทย และสาเหตุอีกประการหนึ่งคือ พวกเราสร้างโฮเต็ลกันใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ปริมาณเงินมันก็เพิ่มขึ้น นั่นเป็นข้อที่น่าเป็นห่วง แต่ในปี ๒๕๑๐ นี้ ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเพียง ๑๑% เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เรียกว่าเราค่อยคลายความวิตกลง ถ้าหากว่าเรา
ยึดไว้อย่างนี้ ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นประมาณ ๘% หรือ ๗% หรือ ๖% เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเพียง ๑๐% ถึง ๑๒% ผมก็มีความพอใจแล้วว่าเสถียรภาพทางการเงินดี แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าของไม่แพงนะครับ ของยังแพงอยู่บ้าง เพราะอะไร ของบางอย่างแพงไม่ใช่เพราะเงินมากแต่แพงเพราะมันมีน้อย แพงเพราะเหตุว่ามีเอกสิทธิ์ มีคนกักตลาดไว้ไม่ยอมขายหรือผูกขาดโก่งราคา เป็นต้น เช่นเนื้อสุกร เป็นต้น ตัวอย่างอีกข้อหนึ่งคือข้าว ปีนี้คงจะแพงกว่าปีกลายนี้ เพราะเหตุว่าเราผลิตได้น้อย ถ้าหากว่าเราไม่กักการส่งออก เราก็คงจะต้องกินข้าวราคาแพงมากกว่าปีกลาย ของแพงไม่ใช่ว่าเงินเฟ้อเสมอ แต่ถ้าเงินเฟ้อทีไรละก็ของต้องแพงเสมอ

ผมคิดว่าน่าจะอธิบายขยายความให้ฟังสักนิดหนึ่งคือ เงินเฟ้อหรือไม่เฟ้อนี่เป็นสิ่งที่รัฐบาล รัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติจะต้องคอยสอดส่องดูแลอยู่ เพราะเหตุว่าถ้าของแพงเพราะเงินเฟ้อแล้วเราก็ต้องลดปริมาณเงินลง การลดปริมาณเงินลงเราก็มีวิธีทำได้หลายอย่าง ในการออกธนบัตรให้น้อยลงอย่างหนึ่งกับในการลดสินเชื่อในธนาคารพาณิชย์อีกอย่างหนึ่ง แต่สภาพเศรษฐกิจในเมืองไทยเราเวลานี้ไม่ใช่สภาพเงินเฟ้อ เพราะปริมาณเงินไม่เพิ่มมากนัก ทั้งๆ ที่ของบางอย่างมีราคาแพง เราไปทำลดปริมาณเงินไม่ได้ จะเกิดอันตราย เพราะเหตุว่าถ้าเราไปกักเงินเข้าแล้วละก็การค้าและการผลิตก็ฝืดเคือง ถ้าเป็นเช่นนั้นเรื่องของราคาแพงก็แก้ไม่ตรงจุด มันกลายเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศถ้าหากว่าเราไปจำกัดปริมาณเงินเสีย

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล

ทุกปีธนาคารแห่งประเทศไทยถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเป็นผู้แนะนำแก่รัฐบาลว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และควรจะแก้ไขอย่างไร ปัญหาต่างๆ นั้นเราท่านก็คงจะเห็นว่ามีอยู่มากมาย ถ้าเราจะหยิบยกขึ้นมาเสนอแนะเสียทุกข้อหรือสัก ๑๐–๒๐ ข้อ ก็คงจะไม่ได้ประโยชน์นัก รัฐบาลอาจจะพิจารณาดำเนินการได้ยาก ฉะนั้นถ้าเลือกปัญหาที่สำคัญๆ สัก ๒–๓ ข้อมาเสนอแนะ ก็เข้าใจว่าจะได้ผลดีกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ถือเป็นหลักปฏิบัติอยู่เช่นนั้น สำหรับในปี ๒๕๑๐ เราได้เลือกที่สำคัญๆ ๓ ข้อซึ่งผมจะคัดนำมาเสนอท่านโดยละเอียดดังนี้

“ข้อ ๑. การส่งเสริมข้าวและสินค้าออกอื่นๆ เพื่อให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปด้วยดี ประเทศไทยจะต้องพยายามให้รายได้เงินตราต่างประเทศอยู่ในระดับสูงเสมอ ขณะนี้สินค้าออกของไทยยังขายดีอยู่ในต่างประเทศคือ ข้าว แต่ในปี ๒๕๑๐ เนื่องจากในปีก่อนๆ ได้มีการส่งออกมากจนมีสต๊อกเหลือน้อย และประกอบกับราคาในต่างประเทศสูงขึ้นผิดปกติ จึงต้องจำกัดการส่งออก เพื่อไม่ให้ราคาข้าวภายในประเทศและค่าครองชีพของประชาชนสูงจนเกินไป มาในปี ๒๕๑๑ นี้ ก็ยังต้องจำกัดการส่งออกอยู่ เพราะฝนแล้ง ข้าวผลิตได้น้อยลงในฤดูผลิต ๒๕๑๐–๒๕๑๑ อย่างไรก็ตาม สำหรับนโยบายระยะยาวจะต้องพยายามผลิตข้าวให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีเหลือจากบริโภคไว้ส่งออกในระดับสูง ในการนี้รัฐบาลควรกำหนดพรีเมียมในระดับอันสมควรเพื่อให้ราคาข้าวภายในโดยเฉพาะข้าวเปลือกดีขึ้นพอประมาณ อันจะเป็นทางส่งเสริมให้ชาวนามีรายได้มากขึ้น สามารถใช้ปุ๋ยและเร่งผลิตข้าวยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยพยายามรักษาระดับราคาของข้าวสารภายในมิให้สูงจนเกินควร

 

สำหรับสินค้าออกอื่นๆ บางประเภทซึ่งราคาในต่างประเทศตกต่ำ ทางด้านรัฐบาลก็ได้พยายามบรรเทาภาระภาษีให้อยู่แล้ว ทางฝ่ายผู้ผลิตและผู้ส่งออกย่อมจะต้องพยายามแก้ไขปรับปรุงทางด้านต้นทุน คุณภาพ และการหาตลาดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับสินค้าประเภทอุตสาหกรรมก็ควรพยายามเพ่งเล็งทางด้านคุณภาพและต้นทุนเสียแต่ต้น เพื่อให้มีโอกาสส่งออกไปขายในต่างประเทศ ไม่ใช่มุ่งแต่ขายภายในประเทศโดยอาศัยการคุ้มกันจากการแข่งขันจากต่างประเทศอยู่ตลอดไป อุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้นควรส่งเสริมในด้านการโฆษณาชักจูงในตลาดต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น และควรเพิ่มการอำนวยความสะดวกในทุกวิถีทาง อันรวมถึงการปรับปรุงแก้ไขระเบียบวิธีการเข้าเมืองให้สะดวก รวดเร็ว และทันสมัย โรงแรมซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอุตสาห-
กรรมท่องเที่ยว ก็ย่อมจะต้องพิจารณาให้การบริการมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ให้ต้นทุนและคุณภาพของบริการสามารถแข่งขันกับโรงแรมในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ได้เช่นกัน

ข้อ ๒. การผลิตและการค้าสินค้าประเภทอาหาร ดรรชนีผู้บริโภคได้แสดงให้เห็นว่าราคาสินค้าที่ขึ้นไปมากคือราคาอาหาร ซึ่งมีทั้งข้าวและอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารที่บำรุงรักษาอนามัย เราจะต้องผลิตอาหารประเภทที่มีโปรตีนและ
แร่ธาตุต่างๆ ให้ได้มากและโดยราคาพอสมควร ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ ๒ นี้ได้กำหนดเป้าหมายอัตราการเพิ่มของผลิตผลทางเกษตรไว้เพียงร้อยละ ๔ เป้าหมายนี้ก็ไม่สูงพอเมื่อคำนึงว่าผลิตผลทางเกษตรซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงผลิตผลที่มิใช่เพื่อบริโภคแต่เป็นวัตถุดิบด้วย ฉะนั้นเพื่อให้ปริมาณอาหารเพิ่มทันและมีพอเพียงกับจำนวนพลเมือง จึงต้องเร่งเพิ่มการผลิตอาหาร ในข้อก่อนได้กล่าวถึงข้าว ข้อนี้ขอเน้นเรื่องอาหารอื่นๆ เช่น อาหารประเภทเนื้อโค เนื้อสุกร ไก่ ไข่ และผัก อาหารบางประเภทระบบการค้ายังอำนวยให้ผู้ผลิตได้ราคาต่ำจนเกินไปเมื่อเทียบกับราคาผู้บริโภค ย่อมลำบากที่จะส่งเสริมให้มีการผลิตมากขึ้น เพราะผู้ที่ประสงค์จะลงทุนในการผลิตสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่กล้าทำเมื่อระบบการค้ายังเป็นเช่นปัจจุบัน จึงควรที่จะมีการปรับปรุงนโยบายดังกล่าว

อนึ่ง การห้ามนำสินค้าประเภทอาหารข้ามจังหวัดเป็นการจำกัดตลาดของผู้ผลิตโดยไม่จำเป็น อันอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและ
ผู้ผลิตย่อท้อต่อการลงทุนปรับปรุงงานของตน ควรถือว่าทั้งราชอาณาจักรเป็นตลาดอันหนึ่งอันเดียวกัน จะมีการกักกันสินค้าระหว่างจังหวัดก็เพียงเป็นการยกเว้นเพื่อประโยชน์ทางราชการ เช่น เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น เป็นต้น นอกจากนั้นการส่งเสริมให้ชาวต่างประเทศมาลงทุนในการผลิตอาหารบางประเภทโดยนำวิชาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ ถึงแม้ในบางกรณีอาจจะกระทบกระเทือนผู้ผลิตคนไทยในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของคนไทยยิ่งขึ้น

ข้อ ๓. ตลาดทุน ในระหว่างเร่งรัดพัฒนา ประเทศไทยย่อมต้องการเงินทุนมาก ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์คือแหล่งระดมทุนที่สำคัญ แต่เนื่องจากเงินฝากที่ได้เข้ามาเป็นเงินระยะสั้น ธนาคารพาณิชย์จึงจำต้องให้กู้ยืมเพื่อการค้าเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาปัจจุบันคือความขาดแคลนเงินทุนระยะยาวและทุนที่มีการเสี่ยงสูงซึ่งจำเป็นในตอนเริ่มกิจการ ตามปกติทุนประเภทนี้ย่อมมาจากผู้ประกอบการและผู้ถือหุ้นเอง ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีตลาดหุ้นเช่นในประเทศอื่นๆ บริษัทที่มีอยู่ในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในครอบครัวและมีข้อบังคับจำกัดการโอนหุ้น ยังไม่มีรูปลักษณะเป็นบริษัทซึ่งสาธารณชนเป็นผู้มีโอกาสถือหุ้นโดยแท้จริง เพื่อให้มีตลาดหุ้นขึ้น เห็นควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งบริษัทซึ่งสาธารณชนมีโอกาสเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งการแปลงบริษัทในครอบครัวให้เป็นบริษัทที่มีลักษณะตามที่กล่าว ในการนี้อาจจำเป็นจะต้องปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าด้วยบริษัท และใช้มาตรการทางภาษีและอื่นๆ ประกอบกันไป

ส่วนในด้านภาษีอากร ก็ควรพิจารณาแก้ไขความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากเหตุที่หลักทรัพย์บางประเภทได้รับยกเว้นภาษี เช่น ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล และดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ส่วนหลักทรัพย์เอกชน เช่น หุ้นกู้ นั้นไม่ได้ยกเว้นภาษี จึงเป็นผลให้บริษัทเอกชนต้องเสีย
ดอกเบี้ยหุ้นกู้สูงกว่าที่ควรเป็น บัดนี้ความจำเป็นที่จะจูงใจประชาชนเป็นพิเศษให้ซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลและให้ฝากเงินกับธนาคารนั้นได้ค่อยคลายลงแล้ว  ควรจะเปิดโอกาสให้เอกชนได้ออกหุ้นกู้และหลักทรัพย์อื่นๆ เพื่อระดมทุนได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม สำหรับดอกเบี้ยจากพันธบัตรรัฐบาลนั้น ธนาคารออมสิน มูลนิธิ สมาคมการกุศล และเอกชนก็ยังได้รับการยกเว้นภาษีอยู่อีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าพันธบัตรรัฐบาลยังคงได้รับการสนับสนุนตลอดไปไม่เสียหาย”

ผมหวังว่าข้อเสนอเหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะได้นำไปพิจารณาตามดุลพินิจของท่านด้วย ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระคัมภีร์หรืออะไรนะครับ ผิดก็ได้ ถูกก็ได้ แต่เป็นข้อที่ผมเองเห็นว่าถ้าได้ปฏิบัติไปตามนี้แล้ว คงจะเป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประชาชาติไทยในวันข้างหน้าต่อไป

อนึ่ง ก่อนจบผมใคร่ขอฝากข้อระลึกอีกข้อหนึ่ง คือ เมื่อผมได้แนะนำให้ท่านศึกษาหาความรู้ทั่วไปทางเศรษฐกิจไทยจากรายงานประจำปีของธนาคารชาติแล้ว หากท่านทั้งหลายเห็นเป็นประโยชน์ทั้งในการประดับความรู้ของท่านเองและในการสอนสังคมศึกษาแก่นักเรียนของท่าน ก็ใคร่จะเสนอว่า ท่านจะขอรับได้จากผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งคงจะยินดีส่งไปให้ท่านโดยไม่คิดมูลค่า เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคำขอจากห้องสมุดของโรงเรียน เพื่อการศึกษาของครูและนักเรียน