สงครามเศรษฐกิจ

สงครามเศรษฐกิจ

บรรยายที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
วันพฤหัสบดีที่ ๕ มกราคม ๒๕๑๐

อนึ่ง ต้นฉบับที่ได้มา ไม่สมบูรณ์นัก จึง ... ในส่วนที่ขาดหายไป

 

 

 

สวัสดี นักศึกษา

ตามที่ทางวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ได้ตั้งให้ผมมาพูดในวันนี้ก็คือเรื่อง “สงครามเศรษฐกิจ” ผมได้แบ่งเรื่องออกไปเป็นหัวข้อย่อยๆ รวม ๓ หัวข้อคือ

๑. ความมุ่งหมายและเครื่องมือในการทำสงครามเศรษฐกิจ

๒. สงครามเศรษฐกิจที่พันธมิตรจะทำต่อเยอรมนีและญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ และ

๓. การทำสงครามเศรษฐกิจในสงครามเย็นและการทำสงครามเศรษฐกิจของประเทศไทย

๑. ความมุ่งหมายและเครื่องมือในการทำ
   สงครามเศรษฐกิจ

ที่ท่านตั้งหัวข้อมานี้ท่านก็ทราบ และท่านผู้ใหญ่ใน วปอ. ท่านก็ทราบอยู่ทุกปีว่าไม่ได้ตามหัวข้อไปโดยเคร่งครัด เพราะเหตุว่าการที่จะตอบกระทู้ตรงๆ ไปนั้นจำเป็นที่จะต้องค้นคว้าตำราเป็นอันมาก อย่างน้อยก็ควรที่จะนำเรื่องประวัติและข้อเท็จจริงให้เป็นไปที่ถูกต้อง ถ้ากระทำเช่นนั้นผมก็คิดว่าน่าจะเบื่อสำหรับการศึกษาของผู้ใหญ่ที่เราทำอยู่ที่ วปอ. นี้ เพราะฉะนั้นผมจึงขอตอบกระทู้ และได้เคยตอบมาทุกปี และเท่าที่ขอตอบได้โดยไม่ต้องค้นคว้าและไม่ต้องลำบาก และไม่ต้องทำให้ นศ.วปอ. ต้องไปค้นคว้าตำรา และแท้จริงนั้นผมเข้าใจว่าท่านผู้ใหญ่ใน วปอ. ก็คงจะเข้าใจดีแล้ว ที่ตั้งกระทู้มานั้นก็เพื่อที่จะให้ผมมากล่าวกระทู้แต่เพียงสั้นๆ เหลือเวลาไว้สำหรับให้ท่านอภิปรายและคุยกันในเรื่องเศรษฐกิจโดยทั่วๆ ไป ซึ่งเข้าใจว่าคงจะอยู่ในประเด็น เพราะเหตุว่าถ้าเราสนใจเรื่องเศรษฐกิจที่จะทำให้เศรษฐกิจมั่นคง เศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงได้อย่างไรนั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการต่อสู้ข้าศึกด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะช่วยยอมอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งท้วงติงทิ้งคำถามเท่าที่ผมจะสามารถตอบได้ ในชั้นแรกนี้ผมจะพยายามใช้เวลาเพียงเล็กน้อย เพื่อจะพูดเรื่องให้เข้าใจกระทู้เสียก่อน

ในการทำสงครามนั้นในสมัยโบราณก็ย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจอยู่บ้างเหมือนกันแต่หนักไปในทำนองที่ใช้ศาสตราวุธต่อสู้กับการล้อมเมือง มีการใช้กระสุนปืน กระสุนหน้าไม้ และอาวุธต่างๆ แต่ที่สำคัญท่านทั้งหลายก็คงจะระลึกได้ว่า เรื่องเสบียงอาหาร สำหรับประชาชนและสำหรับในการศึกในสมัยโบราณนั้นก็ย่อมสำคัญอยู่ แต่ที่สำคัญนั้นไม่สำคัญเท่ากับสมัยนี้ ในการทำสงครามแต่ละครั้ง เช่น สงครามโลกครั้งที่ ๑ ก็ดี สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ดี ย่อมมีความจำเป็นในการที่จะนำเอาประชาชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สงครามโดยตรงบ้าง และไม่เกี่ยวกับสงครามโดยตรงบ้าง อาจนำเข้ามาเกี่ยวข้องจนกระทั่งเกิดคำเรียกกันว่า total warfare เศรษฐกิจแยกจากสงครามไม่ได้ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปรากฏว่าราษฎรประชาชนได้รับความเสียหาย และเสียชีวิต แทบจะกล่าวได้ว่าสำหรับบางประเทศเสียมากกว่าทหารเสียชีวิตเสียอีกด้วยซ้ำ การต่อสู้ซึ่งกันและกันก็มักจะพิจารณาไปในทำนองที่จะทำลายความมั่นคง ทำลายอำนาจกำลังในการที่จะผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคเช่นเดียวกันกับคิดอ่านที่จะทำลายชีวิตทหาร และทำลายกองทหาร

เพราะฉะนั้นเมื่อมาพิจารณาถึงหัวข้อที่ ๑ เรื่องความมุ่งหมายและเครื่องมือในการทำสงครามเศรษฐกิจนั้น ผมจึงใคร่ขอเสนอว่าความมุ่งหมายและวิเคราะห์ออกมาแล้ว ทั้งที่ทำสงครามกันจริงๆ และสงครามเศรษฐกิจก็คงจะคล้ายคลึงกัน คือในครั้งใดในด้านการรุกและการรับนั้น ในด้าน offensive ต่างฝ่ายต่างมุ่งหมายที่จะทำลายล้างให้กำลังของข้าศึกต้องอ่อนแอ ถ้าเป็นสงครามเศรษฐกิจก็หมายถึงว่าความพยายามที่จะทำให้การผลิต การค้า การคมนาคม การสาธารณูปโภคเสถียรภาพทางการเศรษฐกิจ การเงิน ตลอดจนกระทั่งขวัญของประชากรอ่อนแอลงไป ในด้าน defensive กลับตรงกันข้าม คือทางฝ่ายที่จะรับมันพยายามที่จะทำให้แข็งแรงขึ้นทุกประการ ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้ว

ถ้าพูดถึงเครื่องมือในการทำสงครามเศรษฐกิจ ในยามสงครามท่านก็คงทราบแน่ว่ามีทำได้ทุกอย่างตลอดจนกระทั่งการทิ้งระเบิด การทำจารกรรมเป็นของธรรมดา ในยามสงบนั้นเครื่องมือในการที่จะทำสงครามเศรษฐกิจก็ย่อมยังมีอยู่ แต่ส่วนมาก เนื่องจากไม่ใช่เป็น open-
warfare ก็พยายามที่จะใช้วิธีการต่างๆ วิธีที่สำคัญที่จะทำสงครามเศรษฐกิจกันในยามสงบนั้น ได้แก่แนวที่ ๕ และแนวที่ ๖ แนวที่ ๕ นั้นท่านก็ทราบกันอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากประเทศสเปนมีการบ่อนทำลายเนื่องจากสงครามจากสเปนมีการบ่อนทำลายกันภายในหลังแนว ส่วนแนวที่ ๕ ที่ผมได้ขนานไว้นั้น แนวที่ ๖ นั้นก็คือวิธีการที่จะทำสิ่งหนึ่งใดให้เกิดหนอนบ่อนไส้ขึ้นมาในระบบเศรษฐกิจของข้าศึก หรืออีกนัยหนึ่งพูดกันอย่างง่ายๆ คือการใช้วิธีการคอร์รัปชั่นกัน เป็นวิธีที่
ได้ผลมาแล้วในหลายแห่ง

ถ้าท่านคำนึงย้อนกลับไปถึงว่าเมื่อครั้งที่จีนคอมมิวนิสต์ชนะจีนก๊กมินตั๋งนั้นเขาใช้แนวที่ ๖ ความจริงถ้าจะไม่ต้องใช้ก็ได้ คือมีผลสำเร็จ จีนคอมมิวนิสต์สามารถที่จะทำลายจีนก๊กมินตั๋งได้ ก็เนื่องมาจากใช้วิธีการคอร์รัปชั่น คืออย่างที่ใกล้ๆ วาระของเราก็ได้แก่อินโดนีเซีย ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าผลของการพิจารณาคดีอาชญากรรมนายพลและรัฐมนตรีต่างๆ ตลอดจนกระทั่งผู้ว่าการธนาคารชาติอินโดนีเซียว่าเป็นเครื่องมือให้แก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มากเพียงใด จะเห็นได้ว่าเขาใช้แนวที่ ๖ กันทั้งนั้น ผมพยายามที่จะรวบรวมคำให้การต่างๆ เกี่ยวกับคดีของผู้ว่าการธนาคารอินโดนีเซีย เพื่อที่จะเป็นบทเรียนของผู้ว่าการธนาคารชาติของประเทศไทยต่อไป

ยิ่งใกล้ตัวเราเข้ามาท่านทั้งหลายคงจะระลึกกลับไปได้ว่าเมื่อครั้งหนึ่งเราเคยมีการติดต่อสัมพันธ์ในทางการค้ากับจีนคอมมิวนิสต์ และจีนคอมมิวนิสต์นั้นได้ใช้วิธีการอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องมือของสงครามเศรษฐกิจที่เขาเตรียมการอยู่กับฝ่ายเรา พูดกันสั้นๆ ก็คือว่าพยายามที่จะขายของในประเทศไทยด้วยราคาถูก ของที่เขาสามารถที่จะผลิตด้วยราคาสูงเมื่อลงทุนสูงก็พยายามที่จะขายด้วยราคาต่ำและเมื่อขายแล้วเงินนั้นไม่ทราบว่าเอาออกนั้นเผอิญเราไม่มีการที่จะควบคุมให้ดูแลให้ดีเพราะมาปรากฏภายหลังว่าเงินทองที่เขาขายได้จากเรานั้นไม่ได้เอากลับไป ซึ่งทิ้งไว้สำหรับที่จะเป็นเครื่องมือในการเมืองการที่จะทำจารกรรมต่อไป นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่พูดถึงเรื่องเครื่องมือในการเศรษฐกิจ นี้ผมจบตอนที่ ๑ ของเรื่องความมุ่งหมายอันนี้ในเรื่องของความมุ่งหมายและเครื่องมือในการทำสงครามเศรษฐกิจ

๒. สงครามเศรษฐกิจที่พันธมิตรจะทำต่อ
   เยอรมนีและญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒

ตอนที่ ๒ ว่าด้วยสงครามเศรษฐกิจที่พันธมิตรจะทำต่อเยอรมนีและญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผมได้เรียนไว้ตั้งแต่ตอนต้นแล้ว และผมไม่สามารถที่จะไปค้นคว้านำเรื่องมาปะติดปะต่อให้เป็นตำราที่จะให้เป็นมาตรฐานได้ แต่เผอิญมีประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งผมใคร่จะเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง  คือในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้นผมอยู่ในประเทศอังกฤษ และได้ทราบว่ารัฐบาลอังกฤษตั้งกระทรวงขึ้นกระทรวงหนึ่งเพื่อทำสงครามเศรษฐกิจ เรียกว่า Ministry of Economic warfare (Hugh Dalton ซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยลอนดอน ซึ่งผมได้เรียนอยู่ในเวลานั้น และภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีใน Ministry of Economic warfare) ความมุ่งหมายของ Ministry of Economic warfare ที่ได้ตั้งขึ้นนั้นในชั้นเดิมก็ประกาศให้ประชาชนทราบว่ามีหน้าที่ที่จะพิจารณาถึงเรื่องเครื่องอุปโภคบริโภคให้พอเพียง...

...จะนำเสบียงอาหารมาสู่เกาะอังกฤษนั้นต้องถูกทำลายไป และอีกด้านหนึ่งนั้นก็พยายามที่จะสืบเรื่องที่ว่าเยอรมนีในตอนต้นและภายหลังแผ่ออกมาจนถึงญี่ปุ่น ว่าจะมีการขนเสบียงอาหารกันอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ให้กำลังกองทัพออกโจมตี อย่างนั้นเป็นหน้าที่ของ Ministry of Economic warfare ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าคงจะเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อมาพิเคราะห์ดูให้ชัดแจ้งแล้วจะเห็นได้ Ministry of Economic warfare นั้นส่งคนไปทำหน้าที่ในประเทศที่เข้าสงครามยุโรป เช่น สเปน หรืออิตาลีในตอนต้นที่ยังไม่เข้าสู่สงครามในยุโรป หรือสวิตเซอร์แลนด์
อีกนัยหนึ่งพิจารณาไปถึงที่เราได้มีประสบการณ์มาแล้ว คือการไปทำการสืบราชการลับ หรือการทำจารกรรมนั่นเอง ทีนี้ต่อมาเมื่อพวกคนไทยที่อยู่ในอังกฤษ อย่างคนไทยที่อยู่ในอังกฤษบางคนเข้าร่วมสมัครเป็นทหารในกองทัพอังกฤษและได้เข้าทำการฝึกอยู่ในอังกฤษส่วนหนึ่ง และมาฝึกที่อินเดียอีกส่วนหนึ่ง ก็เผอิญปรากฏว่าทั้งๆ ที่เขาไม่ได้บอกว่าให้เราสังกัด Ministry of Economic warfare แต่ก็ปรากฏว่าพวกเรามาทราบกันภายหลังว่าแท้จริงแล้วเราไปสังกัดเขาเอง คือทั้งๆ ที่พวกเราอยู่ในยูนิฟอร์มทหารก็ไม่ทราบว่าได้เข้าไปสังกัดกับเขา ทราบแต่ว่าสังกัดอยู่ในหน่วยราชการหนึ่งที่เขาเรียกว่า Special Operations Executive หรือ S.O.E ซึ่งตรงกับทาง U.S.A คือ O.S.S. หรืออีกนัยหนึ่งเป็นหน่วยราชการกึ่งทหาร Economic warfare เพื่อที่จะสืบราชการลับ เพื่อที่จะทำ Guerilla warfare…

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการผลิตและการเคลื่อนไหวเคลื่อนย้ายกำลังกองทัพของข้าศึก ที่ผมกล่าวมาเมื่อกี้นี้นั้นก็มี
บางคนในพวกเราที่อยู่ในกองทัพอังกฤษมาขึ้นสังกัดอยู่ใน... ก็นั่นเป็นส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งเท่าที่ทราบมานอกจากมีพวกเราบางคนที่ถูกคัดเลือกให้ไปพูดวิทยุเข้ามาในเมืองไทย เป็นการทำสงครามทางวิทยุแล้วก็ยังมีอีก ๒–๓ กลุ่มพวกเราที่ถูกใช้ไปในด้านจารกรรม หรือการทำสงครามทางลับเป็นส่วนใหญ่ทั้งสิ้น ประสบการณ์ของผมมีอยู่โดยเฉพาะในด้าน… คือ... ในครั้งนั้นประกอบด้วยสาขาทั้งในยุโรป ในแอฟริกาและในเอเชีย

ที่เกี่ยวกับยุโรปนั้นก็ได้ทำทั้งในด้าน Guerilla warfare ในประเทศฝรั่งเศส นอร์เวย์ อิตาลี ยูโกสลาเวีย และประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำสงครามในแอฟริกา H.Q. ของ S.O.E อยู่ที่ไคโรเป็นหน่วยที่เขาเรียกกันว่า Force 133 ซึ่งมิทราบว่าทำไมเขาจึงเรียกเช่นนั้น ส่วนที่มีอยู่ในเอเชียนั้น ทั้ง H.Q. อยู่ที่เดิมที่กัลกัตตา ที่
เดลลีก็มี แต่ภายหลังย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ที่แคนดี ที่ในซีลอนในเกาะลังกา เรียกว่า Force 136 พวกเราสังกัดอยู่ใน F.136 ผมจะขออธิบายแต่เพียงว่าพวกผมได้รับการฝึกและได้ทำงานกันอย่างไรบ้าง ท่านก็คงเข้าใจดีว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของสงครามเศรษฐกิจทั้งสิ้น คือ

ข้อ ๑. ได้รับการฝึกให้ทำการอย่างทหารธรรมดา

ข้อ ๒. ให้รับการฝึกทำหน้าที่ในด้าน Guerilla warfare คือทำหน้าที่กองโจรเพื่อที่จะอยู่ในป่าให้ได้สะดวกสบาย กินด้วยตนเองได้ รับอาวุธใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ ตามหลักของการต่อสู้ด้านกองโจร แต่ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น ก็ใช้ในด้าน Intelligence และ Espionage เช่น ผมเคยถูกส่งไปที่กัลกัตตา ได้รับการฝึกให้มีการจำโดยที่ไม่ต้องจดเป็นหน้าๆ กระดาษเป็นแผ่นๆ โดยที่ไม่ต้องจด ได้รับการฝึกให้มีการใช้หมึกลับทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ได้รับการฝึกให้ใช้ข้อสังเกตที่จะรายงานถึงการเคลื่อนย้ายของทหารและเครื่องสรรพาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ และการฝึกต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Espionage ตลอดจนกระทั่งรับโค้ดเคาะวิทยุและรับส่งวิทยุ ทั้งสิ้นนี้เป็นความรับผิดชอบของ Ministry of Economic warfare และเมื่อเขาใช้ให้พวกเราเข้าทำงานในประเทศไทยก็ทำงานในทำนองที่เรื่องทหารนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ว่าเขาต้องการให้เราส่งข่าวเรื่องเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและเศรษฐกิจของประเทศไทยซึ่งอยู่ในความครอบงำของญี่ปุ่น เฉพาะอย่างยิ่งต้องการทราบถึงยุทธปัจจัย ที่สำคัญต้องการทราบถึงอาหารที่ญี่ปุ่นขาดแคลน พยายามที่จะตัดกำลังทางญี่ปุ่น และต้องการทราบความเคลื่อนไหวในด้านดีบุกและทังสเตน ซึ่งเป็นโลหะที่ใช้ทำอาวุธมาก ต้องการทราบถึงเรื่อง Ration อาหาร ข้าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการทราบถึงขวัญของประชากรญี่ปุ่น ประชากรไทย และขวัญของกองทัพญี่ปุ่นว่ามีข้อที่เดือดร้อนอย่างไร ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี้ก็เป็นการเล่าในตอนที่เขามีสงครามกันจริงๆ และผมเข้าใจว่าเวลาที่ไม่ใช่สงครามจริงๆ เท่าที่เราทราบมาจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีการจับสปายคนนู้น ได้สปายคนนี้ ท่านทั้งหลายคงเข้าใจได้ดีว่าเรื่องทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกันทั้งสิ้น ถ้าจะวิเคราะห์ออกไปให้ลึกซึ้งแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งในการทำสงครามเศรษฐกิจนั้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์หรือฝ่ายพันธมิตรก็พยายามที่จะสืบ พยายามที่จะทำลายซึ่งกำลังในการทำการผลิต ทำลายให้เกิดความระส่ำระสาย ทำลายให้ขวัญของประชาชนและความไม่พอใจของประชาชนมีมากขึ้น ขวัญให้มีน้อยลง ผมขอยุติตอนที่ ๒ เพียงเท่านี้

๓. การทำสงครามเศรษฐกิจในสงครามเย็นและ
   การทำสงครามเศรษฐกิจของประเทศไทย

ตอนที่ ๓ การทำสงครามเย็นและสงครามเศรษฐกิจของประเทศ
ไทยเป็นอย่างไรนั้น ผมขอเสนอความคิดส่วนตัวของผมว่า สำหรับในประเทศไทยเรานั้นถ้าเราตั้งตัวของเรา คิดดูซิว่าถ้าเราต้องการที่จะทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนนี้และในตอนที่จะเข้าด้ายเข้าเข็มจะเกิดสงครามและจะไม่เกิดสงคราม เราควรจะทำอย่างไร ถ้าเผอิญเมาเซตุงเชิญเราไปเป็นกุนซือของเขา เราจะออกความเห็นอย่างไรที่จะทำลายประเทศไทยได้ ผมคิดว่าข้อที่สำคัญที่สุดก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นไทยหรือประเทศไหนๆ เป็นสิ่งที่จะชักจูงใจให้ประเทศที่เข้าข้างเอาใจฝักใฝ่เข้าข้างศัตรูนั้น ก็คงจะเป็นเรื่องเงินอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นผมจะเริ่มด้วยเรื่องเงิน และเริ่มด้วยการครองชีพและต่อไปว่าด้วยระบบเศรษฐกิจ ผมคิดว่าถ้าหากว่าศัตรูต้องการที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยระส่ำระสาย เขาก็พยายามที่จะใช้กำลังเงินขึ้นมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญ และที่ใดเล่าสำคัญที่เกี่ยวกับการเงิน ที่นั้นคือสถาบันที่สร้างเงินได้เอง สถาบันที่สร้างเงินได้เองนั้นไม่มีที่ใดที่ดีกว่าธนาคาร จะเห็นได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วมานี้ มีนายธนาคารของไทยคนหนึ่ง พูดไทยไม่ค่อยชัด เดินทางไปที่ฮ่องกงแล้วถูกตำรวจอังกฤษจับ เมื่อจับแล้วตำรวจอังกฤษก็ซ้อม เหตุที่จับเพราะไปเป็นสปายให้แก่จีนแดงในประเทศไทย และกล่าวพาดพิงพัวพันถึงคนหลายคน วิธีที่ปรากฏจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อังกฤษนั้น วิธีที่คนคนนี้ได้รับคำสั่งให้เตรียมสำหรับที่จะดำเนินการต่อไปนั้นได้แก่จะตั้งสาขาในแห่งต่างๆ ตลอดจนกระทั่งอีสานด้วย และเมื่อต้องการที่จะขนย้ายเงินจากกรุงเทพฯ ไปทำการเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายข้าศึกก็ไม่สามารถที่จะขนย้ายไปจากธนาคารนี้ง่าย แล้วไปที่สาขาเป็นการทำงานของธนาคารโดยปกติ เป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ตลอด จนกระทั่งกระทรวงการคลังหรือธนาคารชาติซึ่งมีหน้าที่ที่จะควบคุม ผมมีข้อเสนอนี้ว่าเนื่องจากที่เราเคยเห็นเรื่องจริงๆ ผมก็เลยจดนำมาวิเคราะห์ ก็ปรากฏว่าท่านประธานที่กล่าวนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหา และคนคนนี้ก็ไม่ได้กลับเข้ามาเมืองไทยซึ่งได้ข่าวว่าอยู่ที่เขมร ธนาคารนี้เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้วปรากฏว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่เป็นกรรมการอยู่หลายท่านด้วยกัน และทำให้นึกขึ้นได้ว่าวิธีการนี้แนบเนียนดีเหลือเกิน ก็เพราะเหตุว่าอย่างที่ ๑ นาย ก. ผู้จัดการธนาคารนี้ไปขอเชิญผู้ใหญ่เข้ามาเป็นกรรมการโดยมีความเคารพและผู้ใหญ่
ผู้นั้นก็ได้รับผลประโยชน์ ได้หน้าได้ตา ซ้ำได้เงินเสียด้วย ก็รับ ทีนี้ในเมื่อคนคนนี้เป็นผู้จัดการธนาคารที่มีผู้ใหญ่เป็นประธานกรรมการและเป็นกรรมการอยู่หลายคนนี้ก็สามารถที่จะเข้านอกออกในได้ง่าย สะดวก และการจะเข้าที่บ้านของผู้ใหญ่นั้นก็ง่าย และย่อมเป็นที่เกรงขามแก่ตำรวจหรือทหารคนอื่นเพราะคิดว่าคนคนนี้เขาสนิทสนมกับผู้บังคับบัญชาของเรา เพราะฉะนั้นการทำงานของคนคนนี้ย่อมทำได้สนิทและทำได้ง่าย ตลอดจนแม้กระทั่งว่าพวกเราพลาดพลั้งไปแล้วความลับของรัฐบาลก็อาจจะรั่วไหลไปได้ง่าย นี่ผมจึงได้บอกว่าวิธีการที่จะดำเนินการเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ในการที่จะทำการแทรกซึมเข้ามาในประเทศไทยไม่มีวิธีอื่นใดที่จะดีกว่าจะเอานายธนาคารคนใดคนหนึ่งเข้ามาเป็นพวกของเราแล้วก็ดำเนินการในแบบที่นายคนนี้ทำจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะได้รับการคุ้มครอง เงินทองก็หาเอาเองได้ ถ้าต้องการเงินเมื่อไรธนาคารก็เครดิตออกมาได้ ผมรู้สึกว่านี่เป็นวิธีหนึ่งที่เป็นประโยชน์ที่เขาจะทำสงครามเศรษฐกิจกับเราได้ เนื่องด้วยเหตุนี้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมในฐานะที่เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ ไม่ชอบเลยที่ผู้หลักผู้ใหญ่จะมาวุ่นวายกับกิจกรรมการธนาคารที่กระทำอยู่ ผมจึงพยายามอยู่เสมอและพยายามแสดงความเห็นอยู่เสมอว่าเป็นการไม่น่าที่ผู้ใหญ่จะไปประกอบการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่น่าที่จะมาเป็น ถ้าผู้ใหญ่ที่ครบเกษียณอายุไปแล้วเป็นที่น่านับถือกันจริงๆ ก็ควร แต่ว่าไม่ควรเลยที่จะให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการค้า ใน วปอ. นี้เองในรุ่นที่ ๑ ซึ่งผมนั่งอยู่เป็นนักศึกษา และได้โต้เถียงกันถึงเรื่องนี้และเถียงกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ที่ว่า คนจีนหรือพ่อค้าจีนโพ้นทะเลเอาเปรียบคนไทย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าพวกเราเป็นเสียงอีกฝ่ายหนึ่งไม่เข้าไปเป็นกรรมการหรือไม่เข้าไปควบคุมงานของธนาคารหรือวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับคนจีนแล้ว เมื่อไรเล่าเราจึงจะดึงการค้าเข้ามาสู่คนไทยได้ ซึ่งฟังๆ ดูก็มีเหตุผล แต่ผมมารู้สึกว่าการที่ผู้ใหญ่ของเราซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต มียศสูงและมีงานมากมายไปร่วมการงานกับคนจีน สมมุติว่าคนจีนนั้นจะประพฤติแบบที่เรา... กันหรือจะเป็นคนไทยก็แล้วแต่ เพราะจะเป็นคนจีนหรือคนไทยก็ไม่สำคัญ เพราะเหตุว่าเวลานี้มันไม่ค่อยรู้เรื่องกันแล้ว เพราะนามสกุลมันยาวๆ กันทั้งนั้น คนนั้นมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงต่อ ๑ วัน ที่จะมีเวลาคิดอ่านเตรียมทำงาน แต่ผู้ใหญ่ของเรานี้ลองคิดดูซิว่าเป็นนายพลนั่น จอมพลนี่ที่ไปเป็นประธานกรรมการหรือกรรมการนั้นท่านมีเวลาวันละกี่นาทีสำหรับที่จะมาควบคุมกิจการนี้ได้… มันอยู่ตอนนี้ เราไม่อยากที่จะไปควบคุม ถ้าควบคุมได้แต่ส่วนมากแล้วควบคุมไม่ได้ และใครจะเข้าควบคุมใครเล่า แต่ผลสุดท้ายผู้ที่มีเวลามากต้องควบคุมผู้มีเวลาน้อย ในข้อนี้ผมจึงจะอยากจะขอฝากเอาไว้ ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาเรื่องคอมมิวนิสต์มาว่ากัน หลักการก็ควรจะอยู่ว่าผู้ใหญ่ไม่ควรที่จะไปบังคับการค้าและการธนาคาร

เรื่องที่ ๒ ถ้าเราจะไปเป็นกุนซือให้เมาเซตุงแล้วเราจะพยายามทำให้เมืองไทยเกิดความเสื่อมในทางเศรษฐกิจและควรจะทำอย่างไร เรื่องนี้ก็คือจะทำให้เครื่องอุปโภคบริโภคมันแพงขึ้น ให้ประชาชนดำรงชีพด้วยความเดือดร้อนจะเกิดความระส่ำระสายเอง เผอิญเมื่อ ๒–๓ วันก่อนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวทางหนังสือพิมพ์ว่าแต่ก่อนนี้มีคนเร่งให้รัฐธรรมนูญออกมาเร็วๆ แต่พอหลังจากงานกีฬา... แล้วนี้ปรากฏว่าหนังสือที่ประชาชนเขียนไปที่เจ้าหน้าที่นั้นโดยมากไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญเสียแล้ว มักจะเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าหมูแพง เครื่องอุปโภคบริโภคแพง ข้อนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เครื่องอุปโภคบริโภคมีได้ด้วยเหตุ ๕ ประการด้วยกัน มีสาเหตุอย่างไรบ้าง สาเหตุใหญ่ๆ มีได้ ๒ ประการคือ

ประการที่ ๑ คือมีคนมั่งมีมาก มีเงินมากก็ซื้อของแย่งกันซื้อเอง สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดเงินเฟ้อ อย่างนี้เรียกว่าเนื่องมาจากเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นของที่แก้ไขง่าย เมื่อเลิกสงครามใหม่ๆ ก็เกิดเงินเฟ้อเช่นเดียวกัน แต่แก้ไขง่ายๆ โดยที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีหน้าที่ทางด้านนี้ พยายามที่จะดูดเงินเข้าหลวงให้มากหน่อย พยายามที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้กู้ไปกับธนาคารพาณิชย์เพื่อที่ธนาคารพาณิชย์จะให้กู้ก็พยายามที่จะกู้ให้น้อยลงมาได้เก็บน้อยลงไป ทางด้านภาษีอากร ทางรัฐบาลก็ได้เก็บภาษีให้มากขึ้นเพื่อดูดเงินเข้ามาเงินก็จะไม่เฟ้อ คือเป็นของที่แก้ง่ายไม่ลำบากนัก แต่สาเหตุที่แก้ยากดังนี้ที่ทำให้เครื่องอุปโภคบริโภคแพงมันอยู่ที่ว่า

ข้อที่ ๑. คือการตั้งทุนการผลิตสูงถ้าต้นทุนการผลิตสูงนี้ในการแก้นี้พูดกันอย่างกำปั้นทุบดินก็ต้องทำให้ต้นทุนการผลิตมันต่ำลง แต่ทีนี้ต้นทุนการผลิตสูงนี้เกิดจากสาเหตุได้หลายประการ ที่สำคัญที่สุดที่ผมจะหยิบยกมาเสนอท่านทั้งหลายก็ถือว่าการมีเอกสิทธิ์ ถ้ามีเอกสิทธิ์ได้ขึ้นเมื่อใด สิ่งที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อเครื่องอุปโภคบริโภคเช่น เนื้อสุกร ไม้ขีดไฟ น้ำตาล เหล่านี้ที่ประชาชนต้องการใช้ถ้าเกิดเอกสิทธิ์ขึ้นมาเมื่อใด ต้นทุนมันต้องสูงขึ้นทั้งนั้นเพราะเหตุว่าถ้าค่าต๋งมันมาก ต้นทุนมันก็สูงขึ้นไป นี่เพราะเหตุนั้น ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำในด้านสงครามทางเศรษฐกิจ ผมว่าขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูประการนี้เป็นข้อใหญ่ พิจารณาดูในแง่ที่ว่าพ่อค้าประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชาชนเราสามารถที่จะควบคุมดูแลให้ดีเป็นไปด้วยดีหรือไม่ นั่นประการหนึ่ง ซึ่งจะต้องดูแลเครื่องอุปโภคบริโภคให้ได้ดี ที่ผมกล่าวมานี้กล่าวโดยสรุป และถ้าจะวิเคราะห์ไปในทางวิชาการแล้ว ก็พาดพิงไปถึงเรื่องการแต่งงบประมาณ การควบคุมธนาคารพาณิชย์ การภาษีอากร การค้าระหว่างประเทศ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งท่านทั้งหลายก็คงจะเข้าใจดีอยู่แล้ว หรือถ้าหากท่านไม่เข้าใจก็จะหาหนังสืออ่านได้ ถ้าผมพูดเช่นนี้ก็อาจจะเปลืองเวลาไปเปล่าๆ และไม่ทราบว่าท่านจะสนใจเพียงใด เพราะฉะนั้นผมจะขอรวบรัดเอาในตอนนี้ว่าครั้งหนึ่งมีท่านผู้ใหญ่เคยให้ผมเสนอว่านโยบายความมั่นคงของชาติในด้านเศรษฐกิจนี้ควรจะมีอย่างไรบ้าง ควรที่จะมีมาตรการอย่างไรบ้าง ผมได้เสนอท่านไปรวม ๔ ข้อด้วยกันคือ

เพื่อที่จะทำสงครามเศรษฐกิจ ประเทศไทยพร้อมที่จะผจญภัยสงครามเศรษฐกิจ มองทางด้านเศรษฐกิจว่าควรจะมีอย่างไรบ้างคือ

๑. ควรจะมีการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมของชาติโดยวิธีการตั้ง...

ก.  วางแผนระยะยาวประกอบด้วยโครงการตามลำดับความสำคัญคือการพัฒนากำลังคน การวางพื้นฐานสำหรับส่งเสริมประกอบอาชีพของประชาชนในระดับสูง

ข.  ระดมกำลังทรัพยากรธรรมชาติ กำลังคน กำลังเงิน และวิชาการ เพื่อยังให้โครงการต่างๆ บรรลุผลสำเร็จ

ค.  บริหารโครงการต่างๆ โดยมีสมรรถภาพและสุจริต ทั้งนี้กล่าวถึงผลระยะยาวจะทำให้เศรษฐกิจพัฒนา

๒. ดำรงรักษาไว้ปัญหาปัจจุบัน ธำรงรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและการเงินโดยวิธีการดังต่อไปนี้ แยกออกเป็นข้อย่อย

ก.  ส่งเสริมให้สินค้าขาออกมีมูลค่าสูงและส่งออกได้มากและสม่ำเสมอ

ข.  รักษาค่าของเงินบาท ภายนอกประเทศให้มั่นคง คือ..

ค.  รักษาค่าของเงินภายในประเทศให้มั่นคงเท่าค่าครองชีพและค่าเครื่องอุปโภคบริโภคให้ดีพอสมควร

ง.  กำหนดวิธีการคลังและงบประมาณตามหลักวิชาการ ทั้งคลุมถึงวิธีการกู้เงินและภาษีอากรด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะพอต้นปีก็บอกว่าปีนี้ให้ของขวัญปีใหม่ จะไม่เก็บภาษีละ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าจำเป็นที่จะต้องไปเก็บภาษีหรือไม่เก็บภาษี ถ้าจำเป็นที่จะต้องไปเก็บภาษีตอนปลายปีเพื่อให้บ้านเมืองเจริญขึ้น ให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพแล้วก็ไม่น่าจะมาสละสิทธิ์เสียแต่ต้นปี

จ.  ส่งเสริมให้มีการออมทรัพย์ ให้มีการลงทุนในเครื่องอุปโภคบริโภค ของบประมาณโดยให้ดุลขึ้นมาที่เหมาะสม

๓. เร่งรัดพัฒนาระบบเศรษฐกิจขึ้นมาในท้องถิ่นเป็นพิเศษ ถือว่ามีความสำคัญสูงกว่าการพัฒนากระทรวง

๔. เพิ่มพูนประสิทธิภาพทางเกษตร พร้อมทั้งการจัดทำตลาดที่มั่นคงถาวรและจัดส่งเสริมโรงงานบางประเภทขึ้นตามท้องถิ่น เพื่อใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในการนี้ การส่งเสริมการขนส่งและการคมนาคมเป็นวิธีการที่สำคัญ ทั้งนี้ก็เกี่ยวกับการพัฒนาในชนบทเช่นเดียวกัน

๕. ส่งเสริมการอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมบางประเภทที่ประชาชนไทยมีความถนัด ประเภทที่ได้แรงงานโดยมาก และประเภทที่ผู้ผลิตสามารถหรือมีช่องทางที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภายในประเทศสูงพอสมควร ไม่ใช่แต่เพียงเอาชิ้นส่วนรถยนต์มาประกอบชั่วเวลาเพียงเล็กน้อยก็เสร็จ แล้วกล่าวว่าเป็นการส่งเสริมการอุตสาหกรรมแล้ว

๖. ส่งเสริมการค้าส่งภายในและภายนอกประเทศ ให้มีการแข่งขันโดยชอบธรรม จะแข่งขันกัน... ถึงความริเริ่มของพ่อค้าเอกชนไม่ใช่ว่าเราไม่ควบคุมเขา

๗. ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจโดยสนับสนุนให้ชนชาวไทยมีบทบาททางการค้าและอุตสาหกรรมกว้างขวางขึ้นโดยรวดเร็ว และโดยที่รัฐบาลหรือบุคคลสำคัญในวงราชการ ไม่ตั้งหรือสนับสนุนวิสาหกิจ...แข่งขัน เว้นแต่กิจการบางประเภทที่เกี่ยวกับความ... ของประเทศที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องทำ

๘. สะสมและธำรงหลักทรัพย์ของชาติ และรัฐบาลให้มั่นคงสมบูรณ์อยู่เสมอ รวมทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เช่น ทางรถไฟ ท่าเรือ เขื่อน ประตูน้ำ ทางหลวง เป็นต้น และในขณะเดียวกันระวัง
มิให้เกิดหนี้สินของรัฐขึ้นจนเกินขอบเขต ทั้งนี้เป็นการเตรียมพลังทางเศรษฐกิจไว้พร้อมสำหรับการเผชิญกับสถานการณ์ทุกกรณี

๙. ร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ และสถาบันระหว่างประเทศ รวมทั้งร่วมมือในส่วนภูมิภาคทางเอเชียอาคเนย์