เศรษฐกิจของไทย และเศรษฐกิจระหว่างประเทศสภาวะเศรษฐกิจของไทย ลักษณะเศรษฐกิจของประเทศ

เศรษฐกิจของไทย
และเศรษฐกิจระหว่างประเทศสภาวะเศรษฐกิจของไทย
ลักษณะเศรษฐกิจของประเทศ

บรรยายเมื่อวันที่ ๕-๖ กันยายน ๒๕๐๙

 

 

เรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้ผมมาอธิบาย
วันนี้คือเรื่องเศรษฐกิจของไทย หัวข้อกำหนดไว้ว่า “สภาวะเศรษฐกิจของไทยในลักษณะทั่วไปเกี่ยวกับสภาวะและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศ” และให้อธิบาย ๒ ครั้ง ผมมาดูตารางแล้วปรากฏว่าเรื่องการค้าระหว่างประเทศ เรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีการบรรยายเป็นพิเศษ ตลอดจนกระทั่งเรื่ององค์การร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการได้มีการบรรยายเป็นพิเศษอยู่แล้ว ฉะนั้นผมจึงพยายามที่จะวางหัวข้อของผมไม่ให้ซ้ำกับเรื่องที่ท่านผู้อื่นได้บรรยายกัน แต่คงอดซ้ำไม่ได้ เพราะเหตุว่าคงจะมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งจะต้องกล่าวอ้างอิงถึง เฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการค้าระหว่างประเทศและเรื่องการชำระเงินระหว่างประเทศ ตลอดจนข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ผมขอวางหัวข้อของผมไว้สั้นๆ ดังนี้

ในขั้นแรกผมจะพยายามอธิบายถึงเศรษฐกิจส่วนรวม และสภาวะทางเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศไทย กล่าวคือ จะพยายามชี้แจงให้ท่านเห็นว่าประเทศไทยทั้งประเทศนี้ร่ำรวยหรือจนเพียงใด ประชาชนโดยเฉลี่ยมีเงินได้ประมาณเท่าใดเทียบเคียงกับเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว หรือเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ

ในขั้นต่อไป เมื่ออธิบายถึงรายได้ของประเทศไทยแล้ว ผมจะขอขึ้นหัวข้อที่ ๒ คือบ่อเกิดแห่งรายได้เหล่านั้น กล่าวคือ การทำมาหากินของพวกเราทางด้านการเกษตรอุตสาหกรรม และด้านอื่นๆ เป็นอย่างไรบ้าง

ขั้นต่อไป ผมจำเป็นจะต้องกล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศบ้างพอเป็นสังเขป เฉพาะอย่างยิ่งจะขอเน้นในเรื่องดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ เพราะเหตุว่าเมื่อเราผลิตของขึ้นมาแล้วต้องมีการค้าขาย ต้องมีการแลกเปลี่ยน มีการชำระเงินซึ่งกันและกัน ในฐานะที่ประเทศ
ไทยทำการค้ากับต่างประเทศอยู่มาก ฉะนั้นจะอดกล่าวเรื่องนี้เสียมิได้

ในหัวข้อที่ ๔ ผมจะขอกล่าวเลยไปถึงเรื่องการเงินและการธนาคารซึ่งก็มีความสัมพันธ์พาดพิงกับหัวข้อที่ ๓ อยู่บ้าง เพราะเหตุว่าการเงินและการธนาคารของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการชำระหนี้ระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เมื่อกล่าวถึงเรื่องการเงินในหัวข้อที่ ๔ แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงการเงินของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๕ กล่าวคือ การคลัง

และในหัวข้อที่ ๖ ผมจะกล่าวถึงเรื่องนโยบายในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นไปโดยราบรื่น

ผมตั้งใจไว้ว่า ถ้าหากท่านทั้งหลายเห็นชอบด้วย และทางกระทรวงการต่างประเทศไม่ขัดข้อง ข้อแรกที่สุด ผมจะพยายามเอาตัวเลขมากล่าวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องแสดงบ้าง เพราะเหตุว่าเมื่อพูดถึงรายได้ประชาชาติและกระแสเงินต่างๆ ก็จำเป็นจะต้องนำตัวเลขมาเสนอแก่ท่าน แต่ผมจะพยายามทำโดยสรุป คือ หมายความว่าไม่จำเป็นจะต้องปรู๊ฟให้ท่านฟัง เพียงแต่ขอให้ท่านเชื่อว่าเงินจากตัวเลขเป็นอย่างนั้นๆ ส่วนรายละเอียดของตัวเลขและสถิติต่างๆ นั้น ท่านจะหาได้จากเอกสารต่างๆ ของทางราชการ เช่นสำนักงานสถิติแห่งชาติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

ข้อ ๒. วิธีการบรรยายนี้ เนื่องจากเป็นการศึกษาผู้ใหญ่ ผมคิดว่าถ้าหากมีการโต้ตอบคงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านผู้ฟังจะได้ไม่ต้องฟังอย่างเดียว และไม่ต้องฟังสิ่งที่ผู้พูดยัดเยียดให้ฟัง ท่านสนใจเรื่องอะไร ท่านจะถาม และท่านจะได้อภิปราย ถ้าหากเห็นชอบด้วยอย่างนี้ ผมคิดว่าผมจะพยายามบรรยายให้เสร็จในวันนี้ทั้ง ๖ หัวข้อที่ผมได้เสนอมานั้น แล้วจะทิ้งเวลาสำหรับพรุ่งนี้ไว้สำหรับท่านจะได้เตรียมปัญหามาถามผม หรืออภิปรายขัดแย้งว่าที่ผมพูดนั้นไม่เข้าใจ และนอกจากจะไม่เข้าใจแล้วยังพูดผิดด้วย

๑. ประเทศไทยมีรายได้ของชาติเท่าใด

สมัยนี้เวลาเราพูดถึงรายได้ของชาติเรามักจะพูดถึง GNP, G มาจาก Gross, N มาจาก National, P มาจาก Product บางอาจารย์ก็ใช้ภาษา GDP คือ Gross Domestic Product, Product ก็คือผลผลิตนั่นเอง Gross หมายความถึงยังไม่ได้ไปหักอะไร ส่วน National กับ Domestic หมายความว่าของประชาชาติ ถ้าเป็น National ก็เอารายได้จากต่างประเทศของประเทศนั้นเข้ามาคำนึงด้วย ไม่จำเป็นจะต้องผลิตภายในประเทศ ถ้าเรามีเงินลงทุนอยู่ที่อเมริกา หรืออังกฤษ หรืออาร์เจนตินา หรือประเทศจีน เราก็เอาผลผลิตนั้นมารวมด้วยเรียกว่า Gross National Product แต่ถ้าไม่คิดถึงของต่างประเทศ เราเห็นว่าประชาชนเราผลิตอยู่ในเมืองไทยเท่าใด ก็เอามารวมกันหมดเราเรียกว่า Gross Domestic Product

สำหรับประเทศไทยนั้น GNP กับ GDP เกือบจะเท่าๆ กันเพราะเหตุว่าเรามีการลงทุนในต่างประเทศน้อย เพราะฉะนั้นผมจะขอเรียกว่า GNP กล่าวคือผลผลิตของประชาชาติหรือรายได้ส่วนรวมของประชาชาติ

รายได้ส่วนรวมของประชาชาตินี้ ถ้ามาหารด้วยจำนวนพลเมือง ก็จะได้สิ่งชี้กว้างๆ กล่าวคือ เห็นว่ารายได้เฉลี่ยต่อคนในประเทศหนึ่งมีเท่าใด ผมขอเรียนว่าที่พูดเช่นนี้เป็นการพูดอย่างหยาบๆ ทั้งนี้เพราะการที่จะหารมวลผลิตด้วยจำนวนพลเมืองนั้น เป็นแต่เพียงเครื่องชี้เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะบอกแน่ชัดว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะร่ำรวยหรือจะยากจนโดยส่วนรวมเพียงใด ท่านจะเห็นจริงเห็นจังได้
เมื่อผมอธิบายรายละเอียดต่อไป แต่ในขั้นนี้ขอให้ท่านคิดดูว่า ถ้าหากว่าคนใดคนหนึ่งในประเทศไทยเกิดมีทรัพย์สินมีรายได้ปีละถึง ๒๐–๓๐ ล้าน ส่วนเฉลี่ยของคนอื่นก็ต้องต่ำลงไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะพูดถึงที่ว่าเป็นรายได้เฉลี่ยนี้ ขอให้ถือแต่เพียงเป็นเครื่องชี้กว้างๆ แทนที่จะเป็นเรื่องแน่นอนลงไป

ตามข้อสำรวจของสหประชาชาติในปี ค.ศ.๑๙๖๓ คือ ๓ ปีที่แล้วมา ประเทศต่างๆ มีรายได้เฉลี่ยต่อคนดังนี้

ประเทศไทย   ปีละคนละประมาณ   ๒๐๔  เหรียญอเมริกัน

               กล่าวคือ ๒,๐๐๐ กว่าบาท

มาเลเซีย       ปีละคนละประมาณ  ๒๕๔  เหรียญอเมริกัน

ฟิลิปปินส์     ปีละคนละประมาณ   ๑๓๔  เหรียญอเมริกัน

สิงคโปร์      ปีละคนละประมาณ   ๔๔๙  เหรียญอเมริกัน

พม่า           ปีละคนละประมาณ    ๑๑๑  เหรียญอเมริกัน

ลังกา          ปีละคนละประมาณ   ๑๒๔  เหรียญอเมริกัน

เราแพ้เขาทั้งหมด เท่าที่เป็นมานี่ ถ้าไปพูดถึงบรูไนด้วย ซึ่งมีน้ำมันมาก เขามีรายได้เฉลี่ยต่อคนถึง ๑,๑๕๘ เหรียญ ทีนี้พวกที่แพ้เราที่ใกล้เคียงนี้ก็มี

เวียดนาม              ๙๗   เหรียญ

อินเดีย                ๗๘   เหรียญ

ปากีสถาน             ๘๖   เหรียญ

เนปาล                 ๖๗   เหรียญ

เพื่อจะให้ท่านเห็นการเทียบเคียงกับประเทศที่เจริญแล้ว

ญี่ปุ่น                ๕๘๙   เหรียญ

สหรัฐอเมริกา     ๒,๗๙๐   เหรียญ มากกว่าเรา ๒๐ เท่า

ประเทศที่มีรายได้ต่อต่อปี สูงที่สุดในโลก คือ ประเทศคูเวต มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๔,๐๐๐ เหรียญต่อคนต่อปี แต่ท่านทั้งหลายจะเข้าใจดีว่า อีตาชีค หัวหน้าเจ้าครองนครคูเวต แกไม่ยอมเฉลี่ยกับประชาชนทั่วๆ ไป แกเก็บไว้เกือบหมด และเช่นเดียวกันเวลาเราอ่านตัวเลขเหล่านี้ ถึงแม้มาเลเซียจะมีรายได้ประชาชาติสูงกว่าเราเกือบ ๒ เท่า เราก็ควรจะคำนึงถึงว่าในมาเลเซียคนมักจะไม่ร่ำรวยไปกว่าเรา จริงอยู่ ชาวสวนยางในมาเลเซียอาจจะผลิตได้ดีกว่าเรา แต่ชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะร่ำรวยกว่าเรา นั่นเพราะเหตุว่าการลงทุนในมาเลเซียนั้น เป็นการลงทุนโดยชาติอื่นเป็นส่วนใหญ่ เช่น อังกฤษ เป็นต้น เพราะฉะนั้นถึงแม้จะผลิตรายได้ในประเทศ ก็ต้องส่งออกรายได้นั้นกลับไปเลี้ยงครอบครัวหรือส่งกลับไปเป็นกำไร เพราะฉะนั้นผมถึงได้เรียนในตอนต้นว่า เวลาเราดูตัวเลขเหล่านี้ ต้องดูทั้ง ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ การเฉลี่ยว่ามันเฉลี่ยจริงหรือไม่จริง อย่างคูเวตเป็นตัวอย่างไม่มีการเฉลี่ย บรูไนเป็นตัวอย่างไม่มีการเฉลี่ยจริงๆ ส่วนประเทศไทยนั้นผมคิดว่าคงมีบ้างหรอกเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่รู้สึกว่าการเฉลี่ยในประเทศไทยคงจะดีกว่าในบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่มาลงทุนในประเทศไทยและนำดอกออกผลรั่วไหลไปยังประเทศอื่นๆ ยังน้อยกว่าในมาเลเซีย หรือน้อยกว่าในคูเวตหรือบรูไน แต่ผมอยากจะเรียนอีกประการหนึ่งว่า เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเมื่อก่อนที่พวกจีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ เงินรายได้ของประชาชาติในประเทศไทยรั่วไหลไปสู่ประเทศจีนมาก ในเวลานั้นคำนวณได้ว่า ประมาณปีละอย่างน้อย ๒๐ หรือ ๓๐ ล้านบาท หรือมากกว่านั้น แต่บาทเวลานั้นมีค่า ๑๕ เท่าหรือ ๒๐ เท่าของบาทเวลานี้ ต้องไปเมืองจีน เพราะเหตุว่าพวกจีนส่งไปเลี้ยงครอบครัว แต่ในเวลานี้เงินเหล่านั้นไม่ค่อยจะออกไป ออกไปแต่เพียงส่วนน้อย เหตุการณ์ผิดกัน

มีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งผมใคร่จะขอเรียนในชั้นนี้ด้วยว่า การคำนวณรายได้ประชาชาติของประเทศไทยหรือในประเทศอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน การคำนวณผิดพลาดได้ง่ายมาก สำหรับประเทศไทยเรามักจะคำนวณค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าความเป็นจริง ถึงแม้เราจะมีตัวเลขเพียง ๑๐๔ แต่ใจผมเองก็รู้สึกว่าอย่างน้อยๆ เราต้องดีขนาดกัมพูชาแน่ๆ และผมยังเข้าใจว่าในปี ๑๙๖๕ รายได้ประชาชาติของเราคงใกล้ ๓,๐๐๐ บาทต่อปีต่อคน มากกว่า ๒,๕๐๐ บาท ตามที่ผู้เชี่ยวชาญในสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติคำนวณไว้ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ผมคิดว่ารายได้ประชาชาติของประเทศไทยคงจะเฉลี่ยแล้วประมาณ ๑๕๐ เหรียญอเมริกัน หรือ ๓,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี แต่กระนั้นก็ดี เรายังเห็นว่าต่ำเต็มที

ตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหน อธิบายได้ว่า มาจากจำนวนรวมของรายได้ทั้งหมดหารด้วยจำนวนประชากร ผมจะยกตัวเลขขึ้นมาบ้างสักสองสามตัว เพื่อให้ท่านได้เห็นว่ามวลรายได้ประชาชาติของเราเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเท่าใด ตัวเลข ค.ศ.๑๙๕๗ เรามีรายได้ส่วนรวม GNP ประมาณ ๕๑,๕๐๐ ล้านบาท ค.ศ.๑๙๖๑ รายได้ส่วนรวมของเรา ๖๑,๘๐๐ ล้านบาท ค.ศ.๑๙๖๕ เท่าที่เขาคำนวณดูแล้วเป็นตัวเลขชั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น ๘๒,๕๐๐ ล้านบาท

ท่านจะเห็นได้ว่า ระหว่างปี ๒๕๐๐ คือ ปี ค.ศ.๑๙๕๗ กับปี ๑๙๖๑ ระยะเวลา ๕ ปีนั้น รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นปีละเฉลี่ย ๔.๗% นี่ผมพูดถึง GROSS ตัวใหญ่ รวมแต่ระหว่างปี ค.ศ.๑๙๖๑ กับปี
ค.ศ.๑๙๖๕ รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นเร็วกว่าแต่ก่อนคือเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ ๗.๕% และในขณะเดียวกันจำนวนประชากรของเราก็เพิ่มขึ้นโดยรวดเร็วด้วย เพราะฉะนั้นรายได้เฉลี่ยจึงได้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณ ๑,๙๐๐ บาทต่อคนต่อปี เป็น ๒,๐๐๐ บาท และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ๕ ปี หลังนี้ คือเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๐ นี้ ใน ๕ ปีหลัง คาดคะเนไว้ว่า และหวังไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตรานี้ คือประมาณ ๗% ต่อปี ทุกปีไป

การเฉลี่ยรายได้ประชาชาตินั้น ดังที่ผมกล่าวแล้ว ต้องดูเป็น
คนคนไป ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่าชาวนาและคนในชนบทส่วนใหญ่มักจะมีรายได้ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย ได้มีการสำรวจและคาดคะเนอยู่บ้างโดยแบ่งเป็นภาคต่างๆ มีภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และพระนครและธนบุรี หรือภาคกลาง การสำรวจได้ทำกันใน ๒ ปี คือระหว่าง ๒๕๐๕ กับ ๒๕๐๖ เพราะฉะนั้นก็เปรียบเทียบกันไม่ได้แน่นัก แต่ก็พอจะได้เค้าความคิดเห็น พระนครธนบุรี และภาคกลางโดยทั่วไป เฉลี่ยได้รายได้ปีหนึ่งคนหนึ่ง ๓,๓๐๐ บาท คือสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของทั่วราชอาณาจักร

   ภาคเหนือ                     ๑,๑๔๐ บาท  ต่อคนต่อปี

   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ         ๙๑๐ บาท  ต่อคนต่อปี

   ภาคใต้                        ๑,๑๗๕ บาท  ต่อคนต่อปี

   ภาคตะวันออก                ๑,๗๓๐ บาท  ต่อคนต่อปี

ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า รายได้ส่วนใหญ่มักตกอยู่ที่ภาคกลาง ภาคใต้กับภาคตะวันออกยังค่อยยังชั่วหน่อย แต่ภาคเหนือนั้นเลว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งเลวใหญ่ ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วประเทศ เมื่อเราทราบเช่นนี้ หน้าที่ของรัฐบาลก็ชัดว่าจำเป็นที่จะต้องหาทางบูรณะและดึงดูดยกระดับรายได้ประชาชาติในภาคที่ต่ำให้สูงขึ้น เพราะเหตุว่าถ้าจะถือว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทางดินแดนแล้ว ก็ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต้องช่วยเหลือกันและกันในด้านเศรษฐกิจด้วย

๒. การผลิต

ตัวเลขการผลิตก็มาจากตัวเลขรายได้ประชาชาตินี่เอง ซึ่งผมขออธิบายเป็นอัตราส่วน ๑๐๐ กล่าวคือ สมมุติว่ารายได้ทั้งหมดเท่ากับ ๑๐๐ กสิกรรมหรือการเกษตรซึ่งรวมทั้งการประมงและการป่าไม้ด้วย เป็นจำนวนประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขของ ๓ ปี คือ ปี ค.ศ.๑๙๕๗, ๑๙๖๑ และ ๑๙๖๕ จะเป็นดังนี้

 

รายได้ของทั้งประชาชาติ

ค.ศ.๑๙๕๗

ค.ศ.๑๙๖๑

ค.ศ.๑๙๖๕

๑๐๐%

๑๐๐%

๑๐๐%

การเกษตร

การทำเหมืองและการระเบิดหิน

หัตถกรรม

การก่อสร้าง

สาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, ประปา)

การขนส่งและการคมนาคม

การค้าปลีกและการค้าย่อย

การธนาคาร ประกันชีวิต
และบริการอื่นๆ

รายได้จากค่าเช่าอาคาร

ราชการและการทหาร

บริการต่างๆ

๓๖.๕

๑.๖

๑๒.๘

๓.๒

๐.๓

๕.๕

๑๙.๕

๑.๗

 

๕.๐

๕.๓

๘.๖

๓๘.๓

๑.๕

๑๑.๔

๓.๘

๐.๕

๖.๕

๑๗.๔

๒.๕

 

๔.๕

๔.๙

๘.๗

๓๔.๑

๑.๖

๑๓.๕

๔.๖

๐.๖

๗.๑

๑๘.๗

๓.๔

 

๓.๘

๔.๕

๘.๑

 

 

ที่ผมต้องให้ท่านเสียเวลาและต้องจดถึงขนาดนี้ เพราะเหตุว่าตารางนี้จะเป็นหัวใจของคำบรรยายต่อไป ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม ใครๆ ก็ทราบ เราพูดกันนานแล้ว แต่ท่านจะเห็นว่าใน ๑๐ ปีที่แล้วมานี้ อัตราส่วนร้อยของรายได้ประชาชาติจากการเกษตรนั้น ลดต่ำลงจาก ๓๘% หรือ ๓๖% ลงมาเป็น ๓๔% แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะผลิตข้าวหรือพืชได้น้อยลง เพียงแต่อัตราเพิ่มที่ผลิตข้าวนั้นต่ำลง ต่ำกว่าอัตราเพิ่มของอย่างอื่น จึงทำให้เปอร์เซ็นต์ต่ำลง และเป็นนโยบายของรัฐบาลโดยที่ปรากฏจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่จะพยายามดึงให้อัตราการเพิ่มขึ้นช้ากว่าอย่างอื่น ทั้งนี้เพราะเหตุว่ารายได้ของประชาชนจากการเกษตรคิดเฉลี่ยแต่ละคนมีน้อยกว่ารายได้อย่างอื่น และภายในเกษตรเองจะเห็นได้ว่าการปลูกข้าวและการทำนายิ่งได้ผลน้อยกว่าการปลูกพืชอื่นๆ เช่น ปอ มันสำปะหลัง อ้อย หรือข้าวโพด เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าการเกษตรเราได้เคลื่อนต่ำลงมาด้วยเปอร์เซ็นต์ก็จริง แต่มูลค่าของผลิตแท้ๆ ยังเพิ่มอยู่ เพื่อความเข้าใจอันดี ผมจะอ่านตัวเลขอีกเล็กน้อย คือในการเกษตรที่บอกว่า ลดจาก ๓๖.๕ ลงมาเหลือ ๓๔% นั้น ในปี ค.ศ.๑๙๕๗ มูลค่าของรายได้จากการเกษตรมี ๒๐,๐๐๐ ล้าน แต่ในปี ๑๙๖๕ ประมาณไว้ว่า ๒๗,๗๐๐ ล้าน คือเพิ่มขึ้นตั้ง ๗,๗๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเพิ่มขึ้นช้าจึงทำให้เปอร์เซ็นต์ลดลง

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาก คือหัตถกรรม ท่านจะเห็นได้ว่าเพิ่มเปอร์เซ็นต์ขึ้นจาก ๑๒ เศษ หรือเกือบ ๑๓ ขึ้นมาเป็น ๑๓.๕ และก็เป็นมูลค่าจริงๆ จาก ๖,๐๐๐ ล้าน ขึ้นมาเป็น ๑๓,๐๐๐ ล้าน คือเกือบดับเบิ้ล

สิ่งที่กำลังเจริญก้าวหน้ามาก และที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้คือ การก่อสร้าง เจริญมากเหลือเกิน ตั้งแต่ ๓% ไปขึ้นเกือบ ๕% แล้ว และทางมูลค่าก็เพิ่มขึ้นจาก ๒,๗๐๐ ล้านบาท ในปี ๑๙๕๗ ขึ้นเป็นเกือบ ๖,๐๐๐ ล้านบาท และถ้าเราทำถนนเร็วขึ้น การก่อสร้างนี้ก็จะมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ลดอยู่บ้างก็มีเรื่องการค้าขาย อัตราส่วนลดลงก็จริง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันเพิ่มขึ้นในทางมูลค่าทั้งสิ้น

ผมจะขออธิบายและให้ความคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมและการเกษตร การเกษตรนั้นดังที่ผมเรียนไว้ จำเป็นที่จะต้องพึ่งข้าวเป็นหลัก แต่ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นได้ว่าชาวนาในระยะชั้นลูกชั้นหลาน จะหาที่ทำกินหรือหานาทำได้ยาก นาที่มีอยู่ก็แบ่งไปขายไป การจะหาที่ใหม่นั้นย่อมได้รับความลำบาก ในสมัยนี้คนที่รู้หนังสือมักจะมาหากินในกรุงเทพฯ เพราะได้รายได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวของเราก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันต้องคิดถึงที่จะผลิตข้าวว่าเขามีรายได้พอสมควรหรือไม่ ถ้าหากมีน้อยคนลงไป แต่ละคนก็จะได้รายได้มากขึ้น (นี่ผมยังไม่พูดถึงเรื่องพรีเมียมข้าวซึ่งท่านทั้งหลายคงจะเห็นด้วยว่า มันเป็นอุปสรรคประการหนึ่งในการที่จะทำให้ชาวนามีรายได้สูงขึ้น)

อย่างไรก็ตาม การปลูกข้าวจำเป็นจะต้องเน้นหนักไปใน ๒ ประการ

๑. ต้องปลูกให้ได้มากขึ้น โดยมีผลผลิตต่อคนหรือต่อไร่สูงขึ้น จะทำอย่างนี้ได้ก็ด้วยการใช้ปุ๋ย การทำนา ๒ ครั้ง ซึ่งจะทำได้ก็จะต้องมีการชลประทานที่ดี

๒. ต้องให้คนที่ทำนานั้นมีน้อยคนลงไป โดยการใช้ปุ๋ยและเครื่องจักรต่างๆ เป็นสำคัญ

ข้อต่อไปที่ผมใคร่จะเสนอก็คือว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้มีการผลิตในด้านเกษตรในด้านอื่นให้มาก เพราะเหตุว่าจะอย่างไรก็ตาม เรายังทิ้งการเกษตรไม่ได้ภายในอายุพวกท่านและผม ไม่เหมือนอย่างประเทศอังกฤษ ซึ่งเขาเปลี่ยนจากการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมเมื่อศตวรรษที่ ๑๘ แต่ของเรานี่ในศตวรรษที่ ๒๑ ก็คงจะยังไม่สำเร็จเพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องฝึกหัดอบรมสนับสนุนวางรากฐานให้บุคคลต่างๆ ที่อยู่ในท้องไร่ท้องนาในชนบทหรือที่อยู่ริมทะเลพยายามหาทางที่จะหากินในด้านอื่น ถ้าเห็นว่าควรจะออกจากอาชีพการทำนา เท่าที่เป็นอยู่ท่านก็ทราบแล้วว่าเรามีการสนับสนุนให้ปลูกพืชต่างๆ

การตัดถนนหนทางเพื่อประโยชน์โดยทั่วๆ ไป ก็ได้ผลในแง่ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวโพด ผลิตปอ และผลิตมันสำปะหลังออกขายต่างประเทศ และผมคิดว่ายังมีพืชอื่นมากกว่า ๓–๔ อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ซึ่งเราจำเป็นจะต้องช่วยเหลือ และการช่วยเหลือนั้นก็คือช่วยเหลือในด้านที่จะเหมาะแก่ภูมิประเทศของอีสาน ในเวลานี้เรากำลังสำรวจดูอยู่ในแง่ที่ว่าจะเลี้ยงปศุสัตว์ได้ดีเพียงใด เพราะเหตุว่าการทำนานั้นคงจะไม่ได้ผล ภาคอีสานนี้ผมพูดแต่เพียงคร่าวๆ ผมมีความคิดว่าถ้าหากภาคอีสานสามารถที่จะเลี้ยงปศุสัตว์ได้ ก็จะทำรายได้ให้ภาคอีสานมากทีเดียว ผมเข้าใจว่าดีกว่าปอ และในขณะเดียวกันก็จะทำให้สุขภาพของประชาชนของประเทศไทยดีขึ้นเด็กเล็กๆ ก็จะได้กินนมกินเนื้อมากขึ้น จะเป็นประโยชน์ เป็นโปรตีน เป็นอาหาร และยังจะเป็นประโยชน์ที่จะส่งออกได้

ทางภาคใต้เนื่องจากยางราคาลงและจะปลูกข้าวก็ไม่ค่อยได้ ก็มีหวังว่าในอนาคตสวนยางคงจะลำบาก เพราะฉะนั้นในแง่เกษตรของภาคใต้จึงควรจะทำ ๒ ประการ

ประการหนึ่ง คือพยายามหายางพันธุ์ดีมาปลูกแทน นี่ก็ทำอยู่แล้ว

อีกประการหนึ่งนั้น ควรจะหาพืชอย่างอื่นที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และที่เหมาะสมกับภูมิประเทศทางภาคใต้ เท่าที่สำรวจกันอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ปรากฏว่า “ปาล์มออยล์หรือออยล์ปาล์ม” ที่ปลูกในมลายูนั้นอาจจะเป็นประโยชน์ที่จะนำมาทำน้ำมันพืชได้ ก็น่าที่จะดำเนินการต่อไป กระทรวงเกษตรก็กำลังตื่นตัวในเรื่องนี้

สำหรับในด้านชายฝั่งทะเลนั้น เราพยายามที่จะสนับสนุนให้มีการประมงให้ดียิ่งขึ้น และในภาคอื่นๆ เช่นในภาคเหนือ เราก็พยายามให้ปลูกฝ้ายและปลูกพืชอย่างอื่นให้เป็นประโยชน์ นี่เป็นเรื่องที่เราคำนึงถึงอยู่ และเรื่องที่ผมได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้คือเรื่อง “ปาล์มออยล์” ก็ดี เรื่องปศุสัตว์ก็ดี เรื่องการปลูกฝ้ายเพื่อที่จะมาป้อนโรงงานด้ายและผ้าก็ดี เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า “Agro-business”

ปัจจุบันการพิจารณาเรื่องการเกษตรเกิดมีความคิดใหม่ว่า จะพิจารณากันเฉพาะให้ชาวนาปลูกข้าวมากขึ้นหรือปลูกพืชมากขึ้นโดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ไม่ได้ แทนที่เราจะพูดถึงการเกษตรอย่างเดียว เราจำเป็นที่จะต้องพูดถึง Agro-business ด้วย กล่าวคือ พิจารณาไปถึงว่า ถ้าเราสนับสนุนให้เขาปลูกแล้ว ถ้าเป็นสิ่งที่ขายในต่างประเทศเราหาตลาดให้เขาได้หรือไม่ ถ้าเป็นสิ่งที่ขายในต่างประเทศไม่ได้ หรือไม่ต้องการขายในต่างประเทศ เราหาตลาดภายในประเทศไทยได้หรือไม่ และตลาดภายในประเทศก็มีอยู่ ๒ สถาน คือ ตลาดเพื่อบริโภคและตลาดวัตถุดิบเพื่อจะตั้งโรงงาน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่จะสนับสนุนให้ประชาชนปลูกก็จำเป็นที่จะต้องคิดถึงเรื่องตั้งโรงงานด้วย พิจารณาในด้านเกษตรอย่างเดียวไม่พอ ต้องพิจารณาในด้านอุตสาหกรรมด้วย Agro-business นี้ ภาษาไทยเราเรียกว่าการเกษตรธุรกิจ หรือธุรกิจการเกษตร ตรงกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการสนับสนุนอุตสาหกรรมโดยทั่วๆ ไป

สำหรับเรื่องการผลิตด้านอุตสาหกรรมนั้น รัฐบาลได้ยกเว้น
ภาษีอากรให้แก่ผู้ที่จะมาลงทุนอุตสาหกรรมบางประเภทมากบ้างน้อย
บ้าง ผลของการดำเนินนี้ได้ผลอย่างที่ผมได้เรียนด้วยตัวเลขมาแล้ว กล่าวคือรายได้ประชาชาติในด้านหัตถกรรมนั้นเพิ่มขึ้นเท่าตัวในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหามีว่า เท่าที่เป็นอยู่อย่างนี้ดีหรือไม่ดีและควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ผมมีข้อข้องใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน ในการสนับสนุนอุตสาห-
กรรมในปัจจุบันนี้

ข้อข้องใจข้อแรก ก็คือว่า มีอุตสาหกรรมบางประเภทซึ่งได้รับการสนับสนุนมาแล้วตามกำหนดเวลา ๕ ปี แล้วไม่ต้องเสียภาษี นำเครื่องจักรเข้ามาได้ นำวัสดุเข้ามาได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอากร แต่เมื่อครบ ๕ ปีแล้ว มาคำนึงถึงพวกอุตสาหกรรมและโรงงานที่เราสนับสนุนไว้แล้วนั้นจะมั่นคงยืนนานต่อไปได้หรือไม่ คือหมายความว่าเมื่อหมด ๕ ปีแล้วก็หมดการยกเว้นภาษีอากร สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งรู้สึกว่าจะเลิกจะอยู่ไม่ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าที่ลงทุนไปนั้นไม่ได้ผล ประเภทที่จะอยู่ไม่ได้นั้นได้แก่การประกอบรถแทรกเตอร์ หรือการประกอบรถยนต์ ผมเข้าใจว่าจะลำบาก เพราะเหตุว่าเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ อาศัยการช่วยเหลือของนโยบายนี้ก็อยู่ไปได้ ต้นทุนการผลิตก็แพงและก็ไม่ได้พยายามที่จะทำให้กิจการดำเนินไปโดยใช้คนไทยที่มีความสันทัด ทำให้มีส่วนประกอบมากขึ้น นี่เป็นที่น่าเสียดาย ผมหวังว่าที่ผมคาดคะเนไว้คงผิด คงจะอยู่ได้ แต่เกรงจะอยู่ไม่ได้หลายโรงงานทีเดียว

ข้อข้องใจข้อที่ ๒ ก็พาดพิงถึงข้อแรกเช่นเดียวกัน คือ อุตสาห-
กรรมที่ตั้งขึ้นและเราสนับสนุนอยู่ทุกวันนี้มี Import-content มากเหลือเกิน คือหมายความว่าแทนที่จะใช้วัสดุภายในประเทศให้มากขึ้น กลับใช้วัสดุต่างประเทศมาก โดยอาศัยข้อยกเว้นภาษี ยกตัวอย่างเช่น เวลานี้การผลิตลวดไฟฟ้าสายไฟมี Import-content คือสิ่งที่นำมาจากต่างประเทศเป็นมูลค่าถึง ๙๗% เติมในเมืองไทยเข้าไปเพียง ๓% โดยคล้ายๆ กับว่ามีผู้จัดการ และมีกรรมการเพียงไม่กี่คน ถ้าหากเป็นอยู่เช่นนี้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่เพื่อให้ยุติธรรม กรรมการเขาก็พยายามบังคับ ๙๗% ลงไป โดยวางโครงการลดไปเหลือ ๘๕% ๗๕% ๖๐% ๕๐% ในที่สุดหวังว่าคงจะสำเร็จ ประเภทนี้ก็มี

   สีมี Import-content       ๙๗% เช่นเดียวกัน

   การประกอบจักร         ๙๕%

   อุตสาหกรรมสังกะสี     ๙๕% เป็นต้น

แม้แต่โรงงานทอผ้าก็ยังมี Import-content สูงกว่า ๕๐% เนื่องจากฝ้ายที่เราผลิตนั้นยังไม่ดีพอ

ข้อข้องใจอีกข้อหนึ่ง ที่ผมเกี่ยวข้องโดยเฉพาะก็คือ บางประเทศเช่นประเทศญี่ปุ่น เข้ามาสร้างโรงงานและทำทีว่านำทุนเข้ามาจากต่างประเทศ ก็นำเข้ามาบ้างสักล้านสองล้าน แต่แท้จริงนั้นมากู้เงินภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าการลงทุนนั้นอาศัยเขาเข้ามาเอาทุนของเราลงทุนในประเทศเรานั่นเอง ซึ่งไม่ต้องกับความประสงค์ของนโยบายของรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมรู้สึกว่าเรื่องเช่นนี้ควรจะเข้มงวดสักหน่อย

การกำหนดเวลาการส่งเสริมการลงทุน ๕ ปีนั้น ตั้งแต่ออก
พระราชบัญญัติก็ได้ดำเนินมากระทั่งเกือบครบกำหนดแล้ว ในขั้นต่อไปควรจะทำอย่างไร เรื่องนี้ก็ได้มีการปรึกษาหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการลงทุนฯ ก็เห็นกันว่าข้อสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ พยายามที่จะแผ่ด้านอุตสาหกรรมนี้ออกไปนอกพระนครและธนบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ออกไปต่างจังหวัดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมก็ดีใจเพราะเหตุว่ามันตรงกับนโยบายเรื่อง Agro-business (ธุรกิจการเกษตร) คือ หมายความว่าถ้าเผื่อใครเขาปลูกปออยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีโรงงานทอกระสอบอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่อง Location of Industry ที่เราเรียกกันก็จะได้เอามาใช้ คือแทนที่เราจะขนปอมากรุงเทพฯ ซึ่งมันหนักและเสียเวลามาก ก็ขนกระสอบมากรุงเทพฯ นี่เป็นตัวอย่าง ถ้าหากต่อไปเรามีโรงงานอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ เพิ่มขึ้นในต่างจังหวัด ก็จะทำให้รายได้ของประชาชาติได้เฉลี่ยออกไปหลายจังหวัดมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ปัญหาความคับคั่งในพระนครและธนบุรี ในโคราชหรือในสระบุรีน้อยลงไป

แต่ในการที่เราจะบูรณะชนบทด้วยการจูงใจให้มีคนไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เราจำเป็นจะต้องทำอีกหลายประการ นอกจากจะให้ benefit ในแง่ภาษีอากรให้ประโยชน์อย่างสูง เพื่อชักจูงเขาเข้ามาแล้วเราจำเป็นที่จะต้องให้ความสะดวกอีกเป็นอันมาก ผมคิดว่ารัฐบาลน่าจะบริการเขา ที่สำคัญที่สุดคือในด้านที่ดิน ในด้านกำลังงานและกำลังคน รวม ๓ ประการ

สมมุติว่าเราจะสนับสนุนให้คนไปตั้งโรงงานที่ร้อยเอ็ด ถ้าเช่นนี้ ที่ดินเป็นปัญหาน้อย เพราะเหตุว่าเขาคงไปซื้อได้ง่าย แต่ถ้าพูดถึงการคมนาคมแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องอำนวยความสะดวกแก่เขา พูดถึงเรื่องกระแสไฟฟ้าซึ่งมีน้อยและแพง ก็จำเป็นที่จะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่เขา ในนอร์เวย์เป็นตัวอย่าง นอร์เวย์มีน้ำตกเยอะแยะ ไฟฟ้าถูกที่สุดยูนิตละ ๕ สตางค์เท่านั้น ที่เขาขายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศเรายังไม่ได้ ถ้าไปอยู่ในต่างจังหวัดบางที่ ๑ ยูนิตเข้าไป ๒ บาทกว่า เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในเรื่องพลังงานให้มาก

เรื่องต่อไปคือเรื่องแรงงาน เมื่อพูดถึงเรื่องแรงงานเราจะเห็นได้ว่าปัญหาทุกอย่างที่เราพูดถึงนี้ ผลสุดท้ายมันไปจนที่แรงงาน ทำไม
รายได้ประชาชาติของเราจึงตกต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา ต่ำกว่ามาเลเซีย นี่ก็แรงงานทั้งนั้น ถ้าเรามีคนที่จะทำงาน มีความรู้ มีวิชาชีพดีๆ ก็จะทำให้รายได้ประชาชาติเราสูงขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งในด้านอุตสาหกรรมเวลานี้เขาขาดแรงงาน ขาดผู้ที่มีความสันทัดที่จะช่วยเราในด้านนี้ เพราะฉะนั้นพูดไปพูดมาก็ไปสู่จุดที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุน คือประเทศไทยจะต้องลงทุนในด้านการศึกษา และเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาที่ถูกต้องที่จะทำให้มนุษย์แต่ละคนสามารถประกอบอาชีพได้ ที่ขาดอยู่เท่าที่เห็นอยู่ก็คือในด้านช่าง ช่างชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นมัธยม และชั้นเตรียมอุดม ต้องการแทบทั้งนั้น

๓. การชำระเงินระหว่างประเทศ

กล่าวสั้นๆ เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศของประเทศไทยเราในระยะ ๗–๘ ปีที่แล้วมานี้ การค้าขาดดุลหรือเรียกว่าเสียเปรียบ หมายความว่า เราซื้อของเข้ามามากกว่าที่เราส่งออกไป แต่การชำระเงินเกินดุล หมายความว่าเงินเข้าประเทศมากกว่าเงินออกประเทศ ฟังดูมันขัดๆ กัน เพราะเหตุว่าคนเราถ้าไปซื้อของเขามากกว่าขายให้คนอื่นเขา เงินควรจะออกไปมากกว่าที่จะเข้ามา คำตอบก็คือว่าสำหรับในประเทศไทยเราได้รับเงินกู้ เงินช่วยเหลือ และพัสดุครุภัณฑ์จากต่างประเทศชนิดที่ไม่ต้องจ่ายเงินปีละมากๆ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปีกลายและต้นปีนี้ ของเหล่านี้เมื่อนำเข้ามากรมศุลกากรก็ตรวจและจดเข้าไปในสถิติว่าเป็นสินค้าขาเข้า ทั้งๆ ที่เราไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ส่วนทางด้านการจ่ายเงินนั้น ไม่มีการจ่ายเงินจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะดูเรื่องการค้าโดยเฉพาะแล้ว ท่านต้องเอาสถิติของกรมศุลกากรที่เรียกว่ามูลค่าของสินค้าขาเข้า แล้วเอาสิ่งที่เราไม่ต้องจ่ายเงิน คือสิ่งที่เราได้ฟรี สิ่งที่เราได้รับความช่วยเหลือ และสิ่งที่เราได้รับกู้เงินมาซึ่งจะต้องชำระภายหลัง ตัดออกเสีย เมื่อเอามูลค่าสินค้าขาเข้าลบด้วยสิ่งเหล่านี้แล้วท่านจะเห็นได้ว่า เหลือไม่เท่าไร เมื่อเหลือไม่เท่าไรก็เอาไปหักกลบกับสินค้าขาออกจะเห็นได้ว่าความจริงนั้นมีการเกินดุล คือ หมายความว่าการค้าของเราเป็นไปโดยดี ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า Export ของเราดี เฉพาะอย่างยิ่งข้าวโพด และพืชใหม่ๆ ที่เป็นสินค้าสำคัญที่เราส่งออกไป เมื่อเร็วๆ นี้เหตุการณ์ปรากฏว่า ดุลชำระเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศมาก พูดอย่างหยาบๆ ปี ๒๕๐๘ ทุนสำรองระหว่างประเทศ คือ เงินตราระหว่างประเทศที่เรามีเป็นอยู่นั้น เพิ่มขึ้นประมาณ ๗๓ ล้านเหรียญอเมริกัน แต่ ๗ เดือนแรกของปีนี้ คือ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปลายกรกฎาคม ทุนสำรองระหว่างประเทศของเราเพิ่มขึ้นถึง ๑๓๐ กว่าล้านเหรียญอเมริกัน เวลานี้เงินสำรองระหว่างประเทศของเรามีประมาณ ๙๐๐ ล้านเหรียญอเมริกัน ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปตามปกติ เป็นไปอย่างรุนแรง ในขั้นนี้เราควรจะดีใจหรือเสียใจ เราควรจะทำอย่างไรดี ดีใจนั้น จะต้องดีใจแน่ แต่ก็เป็นปัญหาในแง่ที่เกี่ยวกับการเงินและการธนาคารอยู่บ้าง ซึ่งผมจะกล่าวต่อไปในหัวข้อที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖

เวลาที่เงินเข้ามาจากต่างประเทศนั้น ถ้าเข้ามาในระบบธนาคาร กล่าวคือจะเป็นผู้ส่งออกได้รับเงิน ชำระสินค้าขาออกของเขาก็ตาม หรือจะเป็นด้วยทหารอเมริกันต้องการที่จะนำดอลลาร์เข้ามาเพื่อที่จะตั้งสนามบินก็ดี ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างใดผู้ที่นำเงินเข้ามานั้นจะต้องนำเข้ามาผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารพาณิชย์มีหน้าที่ที่จะซื้อเงินตรา
ต่างประเทศโดยชำระเงินบาทให้ การชำระเงินบาทนั้น ถ้ามากๆ เข้า ธนาคารพาณิชย์มักจะขาดเงิน ในเมื่อขาดเงินธนาคารพาณิชย์ก็จะนำเอาเงินตราต่างประเทศนั้นมาขายให้แก่ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า EEF (Exchange Equalization Fund) EEF นั้นอยู่ที่ธนาคารชาติ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารชาติ เป็นคล้ายๆ กับองค์กรของรัฐบาลซึ่งธนาคารชาติดำเนินการให้ ในทางปฏิบัติ ผู้จัดการได้แก่ เจ้าหน้าที่ชั้นสูงของธนาคารชาติ และมีกรรมการตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ ๔ คน ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน รัฐมนตรีเศรษฐการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ

EEF มีหน้าที่รักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนตามชื่อที่ได้กล่าวไว้ รับซื้อเงินตราต่างประเทศโดยจ่ายเงินบาทให้กับธนาคารพาณิชย์ จึงเห็นได้ว่าเงินบาทเข้าไปอยู่ในวงการหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนเพิ่มให้เกิดความกดดันในด้านเงินเฟ้อถ้าหากผลผลิตไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นแต่ไม่ทันกับความต้องการ โดยเหตุนี้ เมื่อไม่นานมานี้ท่านคงได้อ่านหนังสือพิมพ์พบว่า เนื่องจากเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศมากและทุนสำรองของเราสูง เราจึงได้ลดราคาของเงินเหรียญโดยเพิ่มค่าของเงินบาทประมาณเหรียญละ ๕ สตางค์ครึ่ง แต่เมื่อเดือนเมษายนนั้น ได้ลดลงมาครั้งหนึ่งแล้ว ๒ สตางค์ครึ่ง คือ EEF รับซื้อเหรียญเงินจากธนาคารพาณิชย์ แต่เดิมมาอัตราเท่าไรผมจำไม่ได้แน่แต่ ๒๐ บาทกว่า และได้ลดลงมา ๒ สตางค์ครึ่งเมื่อเดือนเมษายน เดือนสิงหาคมนี้ลดลงไปอีก ๕ สตางค์ครึ่ง แท้จริงควรจะลดมากกว่านี้ แต่ว่าติดขัดด้วยเหตุผลต่างๆ กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าลดมากเกินไปผู้ส่งสินค้าขาออกจะลำบาก

ผมขอย้อนกลับไปพูดใหม่ถึงเรื่อง ทำไมจึงควรจะลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญอเมริกันให้มากกว่านี้ ที่ควรจะลดมากกว่านี้ก็เพราะเหตุว่า การดำเนินงานของ EEF นั้นจะต้องดูในด้านของ Demand กับ Supply เช่นเดียวกับการดำเนินการในด้านอื่นๆ เมื่อมีดอลลาร์มากขึ้น เงินไทยมีอยู่เท่าเดิม ก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ค่าของเงินบาทสูงขึ้นจึงจะถูกต้องในทางปฏิบัติ ในทางนโยบายนั้นเราก็พยายามที่จะดำเนินการในแบบนั้น แต่เรื่องนี้มันติดขัดอยู่บางประการ กล่าวคือถ้าหากเราลดค่าของเงินดอลลาร์และเพิ่มค่าของเงินบาทให้สูงขึ้นนั้น จะทำให้พ่อค้าส่งออกขาดทุน พ่อค้านำเข้าได้กำไร ลองคิดดูง่ายๆ ของในตลาดโลก ๑ ดอลลาร์ ถ้าหากเราลดค่าของเงินดอลลาร์ลง โดยให้แลกเปลี่ยนได้กับเงินบาทต่ำลง แทนที่จะเป็น ๒๐.๗๕ บาท ให้เหลือ ๒๐.๕๐ บาท เป็นต้น ถ้าเป็นเช่นนี้พ่อค้าส่งออกก็ขาดทุน แต่พ่อค้าที่นำเข้านั้นได้กำไร เหตุว่าใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อจะไปซื้อของได้ ๑ ดอลลาร์ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงมีขอบเขต

ขอบเขตอีกประการหนึ่ง คือ Par Value เราเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ถ้าหากเราจะขึ้นราคาหรือลดราคาเงินตราต่างประเทศเราทำได้ภายในขอบเขต คือเขายอมให้ขึ้นลงได้ภายใน ๑% ของ Par Value ที่เราลงมาถึงจนกระทั่งสุดท้ายนี้ เราลงมาเต็มสุดเหยียดแล้ว ลงไปต่ำกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว ในขั้นต่อไปถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้นกว่านี้ คือหมายความว่าเงินตราต่างประเทศเข้ามามากๆ เช่นนี้ ซึ่งก็เป็นปัญหาทางด้านผมอยู่เหมือนกัน เราอาจจะลดค่าของเงินตราต่างประเทศลงไป เพิ่มค่าของเงินบาทขึ้นอีก ในกรณีเช่นนี้ เราจำเป็นต้องไปตกลงกับ IMF เพื่อขอเปลี่ยน Par Value

๔. การเงินและการธนาคาร

เรื่องของการเงินและการธนาคารภายในประเทศเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกับการผลิตและเหตุการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าระหว่างประเทศและการชำระเงินระหว่างประเทศ ในทางปฏิบัติเราใช้ธนาคารชาติให้ดูแลกระแสเงินให้ดำเนินไปด้วยดี วิธีที่จะควบคุมกระแสเงินมีอยู่ ๒ ทาง

ทางหนึ่ง ก็ได้แก่การออกธนบัตร ซึ่งประเทศไทยมอบหมายให้ธนาคารชาติมีเอกสิทธิ์ ในการออกธนบัตรให้พอเพียงแก่ความต้องการ

อีกทางหนึ่ง ก็คุมให้ธนาคารพาณิชย์ว่าจะออกกระแสเงินไปมากน้อยเพียงใด โดยมีการสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ ขยายสินเชื่อหรือควบคุมไม่ให้สินเชื่อมากเกินไป น้อยเกินไป ตามแต่กรณี

การออกธนบัตรให้พอดีกับความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศและความต้องการของประชาชนในทางสังคมและของรัฐบาลนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยมีวิธีการที่จะออกมากน้อยตามความต้องการเป็นอัตโนมัติอยู่ หรือเรียกว่า Built-in System ที่พูดเช่นนี้มิได้หมายความถึงลักษณะและข้อบังคับของกฎหมายที่ว่า ถ้าธนาคารชาติจะออกธนบัตรจะต้องเอาธนบัตรเก่ามาแลกธนบัตรใหม่จึงจะออกใหม่ได้ หรือมิฉะนั้นจะต้องเอาเงินตราต่างประเทศหรือทองคำเข้าไปเป็นทุนสำรองจึงจะออกเพิ่มได้ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ที่จะต้องทำตามกฎหมายก็ทำไป แต่ผมหมายถึงว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าประชาชนในเมืองไทยเดือนนี้เดือนหน้าต้องการเงินมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้อธิบายได้ว่าเรารู้ได้ด้วยวิธี Built-in ดังที่ได้เรียนไว้แล้ว กล่าวคือ ถ้าธนาคารพาณิชย์ต้องการเงินเพราะเหตุว่าลูกค้าของธนาคารฯ ต้องการเงินมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์ก็มาดึงเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยไป เพราะธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะต้องมาฝากเงินที่ธนาคารชาติ เมื่อเขามาดึงไปมาก เราก็จำเป็นต้องออกธนบัตรให้มากขึ้นเป็นธรรมดาอยู่เอง แต่ในทางปฏิบัติเราก็พอจะคาดคะเนได้ล่วงหน้าว่าเดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน เป็นฤดูกาลที่ธนาคารพาณิชย์และลูกค้าของธนาคารพาณิชย์มักจะไม่ต้องการเงิน ธนาคารพาณิชย์จึงมีเงินอยู่ในธนาคารมาก เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติเราก็หดเครดิตและหดเงินตราลงโดยนำเงินบาทที่ธนาคารพาณิชย์นำมาเข้าฝากธนาคารชาติ หรือมาใช้หนี้ธนาคารชาติ ผลักเข้าไปเป็นทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศและเป็นทองคำออกมา นำมาเข้าฝ่ายธนาคาร (คือเรามี ๒ ฝ่าย ฝ่ายออกบัตร และฝ่ายธนาคาร) ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป เฉพาะอย่างยิ่งในเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่พืชผลออกและเป็นเดือนที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องหาเงินให้ลูกค้าเพื่อจะไปกวาดกว้านซื้อพืชผลเพื่อนำออกไปขายต่างประเทศ ในระยะนั้นธนาคารพาณิชย์จำเป็นจะต้องมีเงินบาทมาก เขาก็ต้องมาดึงเอาเงินที่ฝากไว้กับธนาคารชาติให้มาก ส่วนที่ไม่มีเงินฝากไว้มากก็เอาเงินตราต่างประเทศเข้ามาขายเพื่อที่จะเอาเงินบาทออกไป ในระยะนี้เราก็ออกเงินให้มากกว่าขึ้นหน่อย มากไปจนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ พอถึงเดือนกุมภาพันธ์พืชผลชักจะน้อยลง ความต้องการเงินในด้านพืชผลก็น้อยลง แต่ความต้องการเงินในด้านเสียการภาษีอากรเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นความต้องการเงินของธนาคารพาณิชย์จึงยังมีอยู่ตลอดไปจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน จึงเป็นสิ่งที่ยืดหดโดยอัตโนมัติในด้านออกธนบัตร

เมื่อปีที่แล้ว เราออกธนบัตรเพื่อใช้เพิ่มขึ้น มูลค่าถึงหมื่นล้านบาทแล้ว ในปัจจุบันนี้เป็นระยะที่กำลังหดเครดิต หดเงินธนบัตร ท่านจะเห็นได้ว่า ตามประกาศของธนาคารชาติที่ออกมาเป็นประจำทุกสัปดาห์ ธนบัตรที่ออกมามีเพียงประมาณ ๙,๘๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเปรียบกับปีกลายนี้ ในระยะเดียวกัน ปีนี้ธนบัตรเพิ่มขึ้นผิดสังเกตคือ แต่ละปีนั้น ตามปกติโดยเฉลี่ยแล้วมักจะเพิ่มขึ้น ๕๐๐ ล้าน ๖๐๐ ล้าน บางปีขึ้น ๓๐๐ ล้านก็มี แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นถึง ๑,๕๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ ก็โดยเหตุเดียวกับที่ผมอธิบายเมื่อสักครู่นี้ คือเงินตราต่างประเทศเข้ามาก เมื่อเงินตราต่างประเทศเข้ามาก ก็ถ่ายเอาเงินบาทออกมากการออกธนบัตรจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่ให้รัฐบาล เพื่อที่จะควบคุมให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบร้อย

การควบคุมอีกวิธีหนึ่ง ไม่ใช่วิธีออกธนบัตร เป็นวิธีควบคุมเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ในเวลาที่เราต้องการให้ธนาคารพาณิชย์มีเครดิตให้กู้ยืมมากด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เราก็ลดอัตราดอกเบี้ยลง ธนาคารชาติ ธนาคารพาณิชย์ก็จะพยายามลดดอกเบี้ยตามด้วย ในขณะเดียวกันเราก็ให้เครดิตแก่ธนาคารพาณิชย์ไป เพื่อธนาคารพาณิชย์จะได้ให้เครดิตแก่ลูกค้า หรือมีอีกวิธีหนึ่งคือ บังคับให้ธนาคารพาณิชย์นำเงินมาฝากที่ธนาคารชาติ นี้มีอยู่ในกฎหมายว่าด้วยธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว เป็นสัดส่วน ถ้าหากเราต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ขยายเครดิต เราก็ลดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่บังคับให้เขามาฝากไว้ ลดลงแล้วก็ปล่อยให้เขาขยายเครดิตได้ ถ้าเราต้องการให้เขาหดเครดิตเพราะเหตุว่าเงินจะเฟ้อเราก็เพิ่มอัตราส่วนเงินสำรองที่เขาจะต้องมาฝากไว้กับธนาคารชาติให้มากขึ้น ก็ทำให้เขาจำเป็นที่จะต้องหดเครดิตลง ที่ผมกล่าวแต่โดยย่อๆ นี้สรุปได้ว่า กระแสเงินระหว่างประเทศนั้นเกิดจากการค้าระหว่างประเทศ เกิดจากการทำมาหากินภายในประเทศ และเกิดจากการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์

๕. การคลังและการงบประมาณ

เรื่องต่อไปที่เป็นปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับกระแสเงิน คือ การคลัง การงบประมาณ การงบประมาณนี้มีส่วนที่จะทำให้กระแสเงินสูงขึ้นหรือต่ำลง แล้วแต่ว่ารายได้และรายจ่ายของรัฐบาลมีมากเพียงใด และมีมากน้อยกว่ากันเพียงใด ถ้ารายได้ของรัฐบาลสูงกว่ารายจ่ายในงบประมาณ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลดึงเอากระแสเงินจากท้องตลาดเข้าสู่คลัง ทำให้เงินในท้องตลาดลดลง อาจจะทำให้เกิดเงินฝืดได้ ในขณะเดียวกันถ้าหากรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่ารายจ่ายและการที่จ่ายไปได้นั้นก็โดยอาศัยเงินคงคลังอย่างหนึ่ง หรืออาศัยเงินกู้จากวงการธนาคารหรือเงินกู้จากธนาคารชาติ ซึ่งทำให้จำเป็นต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้ กระแสเงินที่เข้าสู่ท้องตลาดก็มาก ก็อาจจะเป็นช่องทางให้เกิดเงินเฟ้อขึ้น ถ้าจะพิจารณากันในแง่เศรษฐกิจก็อาจเป็นได้ทั้ง ๒ ทาง อาจเป็นทั้งเงินฝืดและเงินเฟ้อแล้วแต่ว่ารายได้สูงกว่ารายจ่ายหรือรายจ่ายสูงกว่ารายได้

ที่เรียกว่ารายได้นั้น ขอทวนความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า หมายถึงเงินภาษีอากรและเงินได้จากรัฐวิสาหกิจไม่รวมถึงเงินกู้ ถ้ารวมถึงเงินกู้นี้เราเรียกว่ารายรับ รายรับ คือ รายได้บวกกับเงินกู้

ในระยะ ๗–๘ ปีที่แล้วมานี้ รัฐบาลถือนโยบายงบประมาณที่ถูกต้องประการหนึ่งคือวางงบประมาณไว้โดยให้มีรายได้พอคุ้มกับรายจ่ายพอสมควร และกู้จากต่างประเทศและกู้ภายในประเทศประเภทที่ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ หมายความว่ากู้จากธนาคารออมสิน ธนาคารเอกชนและกู้จากมูลนิธิของเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้กู้จากธนาคารชาติเลยในระยะ ๗–๘ ปีที่แล้วมา รัฐบาลตั้งนโยบายไว้ดีในด้านงบประมาณ แต่มีเหตุการณ์อยู่อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยรัฐบาล (และในขณะเดียวกันก็เป็นการตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐบาลด้วย) คือแผนพัฒนาต่างๆ นั้น กระทรวงทบวงกรมมักดำเนินการไปไม่ดี ยกตัวอย่าง เช่น การสร้างทาง กรมทางตั้งงบประมาณไว้ ๑๐๐ แท้จริง บางปีจ่ายได้เพียง ๖๐–๗๐ ที่พูดนี้เป็นอัตราเปอร์เซ็นต์ของการตั้งงบประมาณ เมื่อตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้แล้ว จ่ายได้เพียง ๖๐% ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกู้เงิน ในระยะ ๗–๘ ปีที่แล้วมานี้เสถียรภาพของการคลังดี คือรัฐบาลไม่ต้องกู้เงินมามากนักไม่ทำให้เงินเฟ้อ ทั้งนี้ก็เนื่องจาก ๒ ประการ ประการหนึ่งตั้งงบประมาณไว้ดี แต่อีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นของที่ไม่ดี คือจ่ายพัฒนาไม่ค่อยได้ดีนัก

สำหรับงบประมาณปี ๒๕๑๐ นี้ ท่านทั้งหลายคงจะทราบดีแล้วว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้สูงเหลือเกินเพราะเหตุจำเป็นหลายประการ ประการที่ ๑ ซึ่งคนโดยมากไม่ค่อยจะรู้กัน คือ ครบกำหนดชำระหนี้ภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ จำเป็นต้องตั้งงบประมาณไว้พันกว่าล้านบาทสำหรับชำระหนี้ ข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีความสำคัญอะไรนัก ความจำเป็นประการที่ ๒ ที่ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณสูง ก็เนื่องจากระหว่างนี้กำลังมีความไม่ปกติทางชายแดน และก็มีเหตุการณ์ทางทหารเป็นที่น่าวิตกอยู่ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายในด้านทหารและตำรวจอยู่มาก อีกประการหนึ่ง ปี ๒๕๑๐ เป็นปีต้นของแผนพัฒนา ๕ ปี ก็จำเป็นที่จะต้องจ่ายลงทุนในปีแรกมาก แต่สรุปความลงไปแล้ว งบประมาณของแผ่นดินปีนี้มีรายจ่ายสูงมากเป็นพิเศษ และถ้าจ่ายจริงโดยไม่เพิ่มภาษีอากรแล้วก็จำเป็นที่จะต้องกู้เงินเป็นจำนวนมาก และตั้งใจไว้ว่าจะกู้ดะไปหมดตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารชาติ ธนาคารออมสิน และจะเอาเงินทุนสำรองมากู้ด้วย ความจริงผมก็ได้ร่วมพิจารณากับเขาโดยตลอดมา แต่ผมรู้สึกว่ามองจากแง่ของผมแล้วเห็นว่า เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วก็จำเป็นจะต้องทำ ที่ธนาคารชาติต้องเพิ่มเงินกู้ให้แก่รัฐบาล จำเป็นที่จะต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น แม้แต่ทุนสำรองเอง ถ้าหากจำเป็นก็จะเอามาใช้

ในเรื่องนี้มีอยู่ข้อหนึ่งขอยืนยันอยู่เสมอว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องขึ้นภาษีอากรด้วยเมื่อจำเป็นต้องใช้จ่าย เมื่อมีภัยมาถึงแผ่นดิน เมื่อจะต้องพัฒนาแล้วจะใช้เงินกู้อยู่อย่างเดียวไม่ได้ เพราะจะเป็นการปัดภาระของคนปัจจุบันนี้ไปให้ลูกหลานมาชำระแทน นั่นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง จะทำให้เงินเฟ้อถ้าหากว่ากู้มากเกินไป แต่รู้สึกว่าเท่าที่รัฐบาลได้ประกาศออกมาว่าจะไม่พยายามเพิ่มภาษีนั้น ผมเข้าใจว่าภาษีคงจะเพิ่มขึ้นบ้างหรอก ขณะนี้ฟังๆ ดูยังสับสนอยู่

หนี้สินของรัฐบาลความจริงมีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เสมอว่า มีอยู่มากมายทีเดียว เรื่องนี้ไม่ทราบว่าท่านทั้งหลายทราบเรื่องแค่ไหน เราเกรงกันเหลือเกินในกระทรวงการคลัง สภาพัฒนา และธนาคารชาติ เราเกรงเรื่องหนี้สินแผ่นดินมาก เราได้เสนอรัฐบาลให้ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า อ.พ.น. เป็นอนุกรรมการของกรรมการบริหารสภาพัฒนา มีหน้าที่พิจารณาการก่อหนี้ของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลจะออกพันธบัตรหรือจะไปขอกู้จากต่างประเทศ อ.พ.น. มีหน้าที่พิจารณาวางหลักเกณฑ์ว่าควรจะมีวงเงินกู้เท่าใดจะกู้อย่างไร อ.พ.น. นี้เท่าที่ทำมาก็ทำได้สำเร็จบางประการ เรื่องที่ตรงไปตรงมา เช่น การกู้เงินธนาคารโลก การกู้เงินจากสหรัฐอเมริกา จากเยอรมนี อ.พ.น. ได้พิจารณา แต่มีอยู่หลายเรื่องที่รัฐบาลไม่อยากให้ทราบ จนกระทั่งไปทำมาเสร็จแล้วจึงรู้ ตัวอย่างเช่น ไปเป็นหนี้สินเดอเกรมองต์สำหรับทำน้ำประปา อ.พ.น. ก็ได้แต่เพียงจดบัญชีไว้ หรือการซื้อเรือจากญี่ปุ่นเอามาเดินเรือ รัฐบาลก็ไม่ได้ให้เราพิจารณา ก็ไปซื้อด้วยเงินผ่อน แล้วเราก็จดบัญชีไว้เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่นั้น อ.พ.น. ทำงานได้เป็นผลสำเร็จดีพอสมควร จะเห็นได้ว่า หนี้สินของเราเวลานี้เฉพาะในต่างประเทศมีประมาณทั้งสิ้น ๒๐๕ ล้านเหรียญอเมริกัน ในจำนวนนี้ประมาณ ๓๘ ล้านเหรียญอเมริกันรัฐบาลกู้มาโดยตรงหรือเป็นหนี้สินโดยตรงรวมทั้งเดอเกรมองต์ด้วย แต่อีกประมาณ ๑๒๐–๑๓๐ ล้าน หรือ ๑๗๐ ล้าน รัฐวิสาหกิจ มีการไฟฟ้ายันฮี ท่าเรือ การรถไฟ เป็นผู้กู้ และรัฐบาลค้ำประกัน

หนี้ต่างประเทศมีเพียง ๒๐๐ ล้านเหรียญ ถ้าไปเทียบกับเงินสำรองที่เรามีอยู่ ๙๐๐ ล้านเหรียญแล้วจะเห็นว่าไม่มากเลย ถ้าเราจะล้างหนี้ก็ได้ แต่อย่าไปล้างมันเลยเพราะเหตุว่าทุนสำรองของเราก็ได้ดอกเบี้ยมาเหมือนกัน ๕–๖% แต่การที่เรากู้เขานี้ ถ้ากู้อย่างเดอเกร-
มองต์ไม่ดี ถ้ากู้อย่างธนาคารโลกละก็ดี เพราะเขามาดูโครงการของเรา มาตรวจดูว่าโครงการของเราดำเนินการไปด้วยดี ไม่มีการตุกติกจะต้องมี International Bidding ไม่มีทางเข้าท้ายครัวกันได้ เพราะฉะนั้นการกู้เงินจากธนาคารโลกหรือจากประเทศต่างๆ เราได้อาศัยเขาช่วยตรวจตราการดำเนินการของเราให้เป็นการแน่นอนดี

เมื่อเร็วๆ นี้ การไฟฟ้ายันฮีเสนอโครงการไปยังสภาพัฒนาเศรษฐกิจ จะขยายงานในระยะ ๔ การไฟฟ้ายันฮีขยายโครงการมาแล้ว ๓ ระยะ ในการขยายระยะที่ ๔ การไฟฟ้ายันฮีจำเป็นจะต้องซื้อหรือกู้เงินจากต่างประเทศ ๑๕ ล้านเหรียญอเมริกัน เมื่อเรื่องมาถึงกรรมการบริหาร ผมได้ร่วมพิจารณาอยู่ด้วย ก็ได้ความคิดว่า เวลานี้เรากำลังมั่งคั่งอยู่ในเรื่องเงินตราต่างประเทศ อย่าไปกู้เงินเขาให้เต็มที่ถึง ๑๕ ล้านเหรียญอเมริกันเลย กู้แต่เพียงเอาไว้เป็นชื่อให้ธนาคารโลกเขาสนใจที่จะมาตรวจตราเรื่องต่างๆ ให้มันเป็นไปโดยดีบ้าง และผมก็เลยรับไว้ ๑๐ ล้านเหรียญอเมริกัน กู้จากทุนสำรองเงินตรา คณะรัฐมนตรีก็ลงมติอนุมัติ ทั้งนี้ เป็นตัวอย่างว่าในเวลานี้เราพยายามที่จะทำให้หนี้ต่างประเทศมีน้อย ไม่มากนัก และแต่ละปีนั้นเราวางกำหนดเกณฑ์ไว้ว่า export earning หรือการส่งสินค้าขาออกไปแล้วก็ได้เงินตราต่างประเทศมานั้น เราก็สามารถกันเอาไว้ว่า ไม่เกิน ๕% ที่จะชำระหนี้ต่างประเทศ นี่เป็นหลักเกณฑ์ที่เราวางไว้ เช่นปีนี้ หนี้เราจำเป็นจะต้องชำระทั้งต้นและดอกเบี้ยนั้น ไม่เกิน ๕% ของมูลค่า export ที่เราจ่ายไปต่างประเทศ

สรุปแล้ว เรื่องหนี้สาธารณะของประเทศไทยเวลานี้เรามีทาง
คุ้มกันอยู่ มีทางที่จะทำให้ไม่มากนัก ที่ผมหวาดเกรงอยู่ก็ในแง่ของ
การที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ดังที่ได้กล่าวไปเมื่อครู่นี้ ในงบประมาณปี ๒๕๑๐ เพราะทำให้เกิดเงินเฟ้อแล้ว การดำเนินงานในด้านพัฒนาก็จะเป็นไปไม่ได้

๖. เสถียรภาพและการพัฒนา

ก่อนจบ ผมขออธิบายถึงเรื่องนโยบายที่เกี่ยวกับเสถียรภาพเงินตราและเรื่องค่าครองชีพสักเล็กน้อย วิธีการทางเศรษฐกิจนั้น ถ้ามองในแง่เครื่องอุปโภคบริโภคที่จะผลิตขึ้นมา ก็ไม่มีปัญหา จำเป็นจะต้องทำให้เพิ่มขึ้นทุกทีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรียกในภาษาอังกฤษว่า Steady Growth ต้องทำให้ GNP สูงขึ้นอยู่เสมอ แต่การที่ทำให้ GNP สูงขึ้นนี้ ต้องมีน้ำมันหล่อเลี้ยง เหมือนกับเราเดินรถนั่นเอง จำเป็นจะต้องมีน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันหล่อลื่นในกรณีนี้ได้แก่ เงิน ถ้าหากว่าน้ำมันหล่อลื่นน้อยไป ก็ทำให้เครื่องจักรในการดำเนินการนั้นฝืด หรือเรียกว่า เงินฝืด เมื่อสภาพเงินฝืดมีขึ้น ความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจก็ไปช้า เป็นการถ่วงความเจริญ แต่ถ้าหากว่าน้ำมันหล่อลื่นหรือเงินนั้นมากเกินไป ความลื่นจะทำให้เครื่องจักรเดินไม่ดีเหมือนกัน คือทำให้เกิดเงินเฟ้อ และเงินเฟ้อในกรณีนี้จะทำให้สินค้าขาดตลาด ทำให้สินค้าราคาแพงและทำให้ค่าจ้างแพง ที่น่ากลัวมากก็คือ เมื่อสินค้าแพง สมมุติว่าข้าวแพง ค่าจ้างก็ต้องขึ้น เมื่อค่าจ้างขึ้นสินค้าก็แพง และเมื่อสินค้าแพง
ค่าจ้างก็แพงขึ้นอีก หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งห้ามล้อไม่อยู่ ทั้งเงินฝืดและเงินเฟ้อ จึงทำความเสียหายให้มาก แต่ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในเวลานี้บอกว่าเงินฝืดนั้นร้ายมาก แต่เงินเฟ้อนั้นถ้าหากว่ามีอยู่นิดหน่อย หมายความสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปกลัว อาจทำให้บ้านเมืองเจริญได้ หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้ารัฐบาลจ่ายเงินมากกว่ารายได้บ้างเล็กน้อย ก็ไม่เป็นอะไร

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ดังกล่าวนั้นก็ถูก แต่การที่รัฐบาลมีงบประมาณขาดดุลนั้น อย่าลืมว่ารัฐบาลเคยตัว เคยเป็นมาแล้ว คือ มีงบประมาณขาดดุลปีนี้ได้ ทำไมปีหน้าจะมีไม่ได้ และเมื่อมีแล้ว ผลร้ายมักสะสมกันขึ้นมากจะทำให้นโยบายในการที่เราจะรักษาเสถียรภาพไม่ให้เงินเฟ้อเกินไป ไม่ให้เงินฝืดเกินไปนั้นเสียหาย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องดูด้วยความรอบคอบ ต้องพยายามคิดให้เลยไปถึง
แผน ๕ ปีในเวลานี้ ถ้าหากว่าเราเริ่มแผน ๕ ปีในเวลานี้ ด้วยนโยบายที่จะกู้เงินมาก แต่หารายได้ทางภาษีอากรของรัฐบาลเพียงส่วนน้อย
ก็จะทำให้ฐานของรายได้ของสินค้าของภาษีอากรนั้นต่ำลง ตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนา ๕ ปี ใน ๕ ปีข้างหน้านั้นถ้าเราต้องกู้ปีนี้มาก ผมก็คิดว่าในปีต่อๆ ไปทั้ง ๔ ปีหลังจากปีนี้จะต้องกู้มากขึ้นทุกปี ผลก็คือ จะทำให้แผนพัฒนาเสียหมด เพราะฉะนั้นถ้าคิดถึงเรื่องนโยบายรักษาเสถียรภาพไปตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ปีแรกแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์ทั้ง ๕ ปี และผลสุดท้ายผมคิดว่ารัฐบาลไม่มีทาง นอกจากจะต้องหารายได้เพิ่มขึ้น นอกจากจะยอมรับว่าบ้านเมืองกำลังถูกคุกคามและบ้านเมืองกำลังจะพัฒนา เพราะฉะนั้นประชาชนที่รักชาติควรจะเสียภาษีให้มากขึ้นหน่อย ไม่ใช่ว่าจะเป็นการเบียดเบียนราษฎรมากนัก และในขณะเดียวกันรัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องทำ ๒ ประการเกี่ยวกับภาษีอากรและรายจ่าย

ข้อหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องพยายามเก็บภาษีอากรให้รัดกุม ให้เกิดความยุติธรรมในระหว่างผู้เสียภาษีด้วยกัน ก็จะทำให้ผู้เสียภาษียินดีเสียภาษีให้

อีกข้อหนึ่ง ก็คือ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องประหยัดรายจ่าย และจำเป็นที่จะต้องดูแลให้รายจ่ายนั้นเป็นไปโดยไม่รั่วไหล ไม่ให้เกิดเรื่องรั่วไหลครึกโครมขึ้นมาอีก ถ้าหากว่าเกิดเรื่องอย่างนั้นแล้ว เรื่องอะไรจะต้องไปเกณฑ์ให้ราษฎรเสียภาษีเพื่อที่จะให้เข้ากระเป๋านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางท่าน อย่างนั้นก็ทำให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปโดยไม่ดี เรื่องการรักษาเสถียรภาพของเงินตรานี้ เป็นหน้าที่โดยตรงของผม และในเวลานี้ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่า สภาพการณ์เป็นที่น่าวิตกอยู่ แต่ไม่ถึงกับเป็นวิกฤตจนเกินไปนัก กล่าวคือ โดยทั่วๆ ไปในถิ่นที่มีการลงทุนในด้านการทหารก็ดี ในด้านเอเชี่ยนเกมส์ก็ดี ในด้านงานแสดงสินค้านานาชาติก็ดี ค่าจ้างก็แพง วัสดุก่อสร้างก็แพง ซีเมนต์หายาก ไม้หายาก เหล่านี้เป็นลักษณะของเงินเฟ้อ แต่ตราบใดที่ยังเป็นอยู่เฉพาะท้องถิ่น หรือเป็นแต่บางประเภท เราก็เอาไม้อัดมาจากต่างประเทศ ถ้าขาดแคลนอะไรบ้าง หรือที่แพง ก็พยายามที่จะนำสินค้าจากต่างประเทศมา แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลยิ่งทำเงินเฟ้อให้มีการงบประมาณขาดดุลมากขึ้น จะทำให้เงินเฟ้อเหล่านี้แรงขึ้น และถ้าแรงขึ้นแล้ว สินค้าแพงขึ้น และจะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ รวนเรไปหมด วิธีแก้ไขเห็นจะมีอยู่หลายประการ คือวิธีแรก พยายามที่จะดึงดูดเงินประชากรให้เข้าสู่รัฐให้มากสักหน่อย ดังได้กล่าวมาแล้ว คือ ด้วยการ saving โดยให้เขามาซื้อพันธบัตรมากขึ้น วิธีที่ ๒ นี้จะต้องระงับธนาคารชาติในด้านให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเอาไปให้ลูกค้าของเขา คือ หมายความว่า เงินที่ควรจะนำไปใช้ให้แก่เอกชนนั้น ต้องต้อนมาหารัฐบาลหมด จะทำให้เสถียรภาพดีขึ้นหน่อย แต่จะเสียหายมากในด้านการประกอบอาชีพของเอกชน อีกวิธีหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่ขึ้นภาษี ก็จำเป็นที่จะต้องให้วางนโยบายว่าจะต้องยอมให้การค้าขาดดุล คือหมายความว่าจะต้องสั่งสินค้าเข้ามามากๆ อย่างที่ผมเรียนมาแล้วเรื่องซีเมนต์มักขาดอยู่ ก็ต้องสั่งซีเมนต์เข้ามามาก เวลานี้มันลามมาถึงเนื้อโคแล้ว ลามมาถึงสิ่งที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ แล้ว ผมเห็นว่ามีทางแก้คือ ยอมให้การค้าขาดดุล หรือหมายความว่ายอมให้สินค้าเข้ามามากๆ อาจจะเป็นประโยชน์หลายทางและทั้งในด้านแก้เงินเฟ้อด้วย เป็นประโยชน์ข้อที่ว่าเรามีสินค้าอยู่ในประเทศมากๆ ในยามที่กำลังเกรงกลัวศึกอยู่นี้ อาจจะเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่าง เช่น สมมุติว่าถ้าหากในปีหน้านี้เราเกิดเป็นเหมือนอย่างเวียดนาม (หวังว่าคงไม่เป็น) ถ้าหากว่าเรามีอาหารเครื่องกระป๋องในสต๊อกตามร้านต่างๆ อยู่มากพอ เราก็ยังมีทางหายใจอยู่ได้ประมาณ ๓ เดือนก่อนที่จะไปคิดถึงเรื่องวางแผนที่จะควบคุมเศรษฐกิจให้ราบรื่น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นประโยชน์แก่สถานการณ์ในทางการเมืองและการทหารด้วย เพราะฉะนั้นในเวลานี้ ผมจึงได้พยายามให้รัฐบาลผ่อนคลายการควบคุมสินค้าขาเข้า ตรงกันข้ามยังเคยเย้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า ก.ส.อ. ที่ท่านเป็นประธานอยู่นั้น ต้องเปลี่ยนเป็น ก.ส.ข. คือแทนที่จะเป็นกรรมการส่งเสริมสินค้าออก ควรจะเป็นกรรมการส่งเสริมสินค้าขาเข้า เพราะเหตุว่านโยบายการเงินเวลานี้เป็นเรื่องที่จะต้องส่งเสริมสินค้า
ขาเข้าอยู่ อย่างไรเราก็จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมสินค้าขาออกอยู่เสมอ

๗. คำถามและคำตอบ

ก่อนสงครามค่าของเงินบาทสูงกว่าปัจจุบันมาก มีเหตุผลอย่างไรที่ภายหลังสงครามเราจึงไม่อาจทำให้ค่าของเงินบาทเท่าเดิมได้ ถ้าพยายามทำให้ค่าเท่าเดิม จะเกิดผลเสียผลดีอย่างไรบ้าง

ก่อนสงครามเงินบาท ๑๑ บาท เท่ากับ ๑ ปอนด์ แต่หลังสงครามเวลานี้อย่างดีที่สุดประมาณ ๕๗ บาทต่อ ๑ ปอนด์ หมายความว่า เสื่อมลงไปประมาณ ๕ เท่า ส่วนค่าภายในนั้น เมื่อก่อนนี้ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕ สตางค์ เดี๋ยวนี้ประมาณ ๒–๓ บาท หมายความว่าประมาณ ๔๐ เท่า แต่สินค้าบางอย่างภายในประเทศไทยก็ไม่ใช่ว่าจะขึ้นราคาแบบก๋วยเตี๋ยว คงจะขึ้นไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่ขึ้นก็มี รวมแล้วค่าของเงินบาทปัจจุบันนี้ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนสงครามผมคิดว่าลดลงประมาณ ๒๐ เท่าหรือ ๑๕ เท่า นี่คือค่าของเงินบาทภายใน ท่านทั้งหลายคงเห็นแล้วว่า ถ้าเราจะพิจารณาค่าของเงินบาทนี้จะต้องพิจารณาทั้งภายนอกและภายใน จะเห็นว่าปัญหามันยุ่งยากมากกว่าปัญหาข้อที่ว่า ควรจะพิจารณาเพิ่มค่าของเงินบาททันทีหรือว่าควรจะลดลง วิธีคิดในด้านการเงินนั้น จะถูกหรือผิดก็แล้วแต่ จะคิดว่ามุ่งหวังผลในปัจจุบันและอนาคต ส่วนการที่คิดจะย้อนกลับไปสู่อดีตนั้น ไม่ค่อยเป็นประโยชน์นัก ทำนองเดียวกับปลูกเรือนผิดคิดไปจนตัวตาย แต่ถ้าสมมุติเอาว่า รัฐบาลเกิดมีความเห็นว่าอยากจะทำให้ค่าของเงินบาทกลับไปสู่ค่าเดิม เราก็ต้องพิจารณาดูว่าค่าภายนอกหรือค่าภายใน สมมุติว่าจะเอาค่าภายนอก จะทำให้เงินบาท ๑๑ บาท เท่ากับ ๑ ปอนด์ ผลก็คือว่า โดยเหตุที่ต้นทุนการผลิตของสินค้าขาออกของเรามันเป็นอยู่เช่นนี้แล้ว มันแก้ไขไม่ได้ ก็เท่ากับว่าเราทำให้พ่อค้าส่งออกนั้นขาดทุน เพราะเหตุว่าแทนที่จะขายของราคา ๑ ปอนด์แล้วได้เงินบาทมา ๕๐ กว่าบาท กลับจะต้องได้เพียง ๑๑ บาท นี่แหละครับ ถ้าจะแก้ไปแบบนั้น พ่อค้าขาออกขาดทุนแน่ และอีกด้านหนึ่งการสั่งสินค้าขาเข้ามาก็เลยเฟ้อใหญ่ เพราะเหตุว่าในเวลานี้สมมุติว่า ราคานมกระป๋อง ๑ กระป๋องราคา ๒ บาท ถ้าเราเปลี่ยนค่าของเงินบาทลงไปให้แพงขึ้น ๑ ปอนด์ลงไป ๕ เท่า ทำให้นมกระป๋องแทนที่ราคาจะเป็น ๒ บาท ก็กลายเป็นต้นทุน ๕๐ สตางค์ หรือน้อยกว่านั้น ในกรณีเช่นนี้ก็จะทำให้ส่งสินค้าขาเข้าเข้ามามาก เมื่อส่งเข้ามามากแล้วพวกที่ส่งออกก็ลำบาก ถ้าเป็นเช่นนี้ ดุลการค้าและดุลการชำระเงินของเราก็จะเกิดหายนะในไม่ช้า เพราะฉะนั้นถ้ามองจากแง่ของเงินที่จะเปลี่ยนค่าของเงินบาทที่เทียบกับค่าของเงินตราต่างประเทศแล้ว ถ้าจะทำให้ฝืนกลับไปอยู่สภาพอย่างเมื่อก่อนสงคราม จะทำไม่ได้เลย และจะเสียหายมาก จอมพล ป. ท่านเคยทำเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ ท่านลองทำดู แต่ไม่ถึงปอนด์ละ ๑๑ บาท ท่านฝืนลงมาถึงปอนด์ละ ๓๕ บาท โดยเรียกว่าปอนด์เสรี แล้วก็เคยขายเงินปอนด์ให้ธนาคารเพื่อเอาไปใช้เพื่อซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคเข้ามา เวลานั้นคือก่อน พ.ศ.๒๔๙๖ เรามั่งคั่งพอสมควร เพราะเหตุว่าเขาขายข้าวได้มาก สงครามเกาหลีทำให้ยางและดีบุกราคาดีมาก เรามีทุนสำรองมากทีเดียว ไม่ถึงกับขั้นปัจจุบันนี้ ผมเข้าใจว่ามีอย่างน้อยก็ประมาณ ๒๐๐ ล้านเหรียญ วอดหมดและก็รั่วไหล นี่เป็นบทเรียนที่แพงอยู่มาก ผมจึงได้พยายามเรียนให้ทราบว่าเรื่องทุนสำรองนี้ต้องระวังอยู่มาก มันหมดไปได้เร็วๆ เข้ามาได้เร็วในตอนนี้แต่เวลาปกติเข้ามาช้าเพราะเหตุว่ามันเกี่ยวกับเรื่องดุลการค้า

ทีนี้ถ้าพูดถึงเรื่องค่าของเงินบาทตามค่าภายในบ้าง เราจะทำแบบฝรั่งเศสที่เดอโกลทำก็ได้ กล่าวคือ ถือเสียว่าเงินบาทในปัจจุบันนี้ ๑ บาท เท่ากับ ๕ สตางค์เท่านั้น แล้วก็เรียกบาทใหม่เสียโดยเอาใบละ ๒๐ ปัจจุบันนี้มาตีราคาเป็นใบละบาทอย่างนั้นก็ทำได้ แต่ว่าจะมีประโยชน์อะไร ผมยังสงสัย เพราะเหตุว่าถ้าจะทำเช่นนั้น เงินเดือนข้าราชการหรือเงินเดือนพนักงานต่างๆ ก็ต้องตีราคาลดลงเช่นเดียวกัน จะเรียกว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น ท่านทั้งหลายคงเข้าใจดี หมายความว่าที่เรารับกันอยู่ตีเสียว่า ๓,๐๐๐ บาท ก็ต้องเหลือ ๑๕๐ บาท มันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลยเพราะเหตุว่า เท่ากับเราจะหารทุกสิ่งทุกอย่างด้วย ๒๐ ที่กลัวมากก็คือ อาจจะหารไม่ครบ ถ้าหารไม่ครบแล้วจะลำบาก เช่นพวกที่มีอาชีพอิสระ เช่น ค่าเช่าบ้านหรือรับบำนาญ ถ้าหากน้อยเกินไปหรือไม่หารเลยก็กำไร ถ้าหารมากเกินไปก็ขาดทุน เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าไม่สู้จะมีประโยชน์นัก แต่ท่านอาจจะถามว่าถ้าเช่นนั้นทำไมเดอโกลถึงได้ทำสำเร็จ ในเมื่อในเวลาที่เขาตีราคาฟรังก์ใหม่ คำตอบก็คือ ไม่ได้สำเร็จด้วยเหตุที่เขาตรึงราคาเงินฟรังก์ใหม่ ท่านทั้งหลายคงจะจำได้ว่าที่เดอโกลทำสำเร็จนั้นเพราะเหตุว่าเลิกรบกันที่แอลจีเรีย เมื่อเลิกรบกันที่แอลจีเรียค่าใช้จ่ายในการทหาร ในการตำรวจ ในการรบกันนั้นก็ดีขึ้นไม่ต้องจ่าย แล้วก็พยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องค่าจ้างภายในประเทศของเขาให้มั่นคงดี เพราะฉะนั้นเขาถึงทำสำเร็จได้ ผมเข้าใจว่าที่เขาตีราคาใหม่นั้นเป็นไปโดยที่ Psychological factor มากกว่า คือ หมายความว่าต่อไปนี้เราจะเปลี่ยนศักราชใหม่ แม้แต่เงินฟรังก์ก็ยังเป็นเงินฟรังก์ใหม่ซึ่งมีราคาสูงกว่าเดิม ทีนี้ถ้าพูดถึงสามัญชนทั่วไป ก็รู้สึกเลื่อมใสแล้วก็ดำเนินนโยบายใหม่ โดยตั้งงบประมาณไว้น้อยสำหรับการทหาร ฝรั่งเศสก็ไปสำเร็จ นี่ผมหวังว่าที่ผมตอบคำถามข้อนี้คงจะได้ครบถ้วนแล้ว

ข้อที่ ๑ ที่ว่า ค่าครองชีพของประเทศที่เจริญมากขึ้นก็ยังมีความโน้มเอียงไปในทางที่สูงขึ้น ในการนี้ปัญหาปัจจุบันในเรื่องค่าของเงินบาทที่ผมได้เรียนไว้เมื่อวานนี้ว่า เวลานี้เงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์แล้วเราเพิ่มอัตราขึ้นมา ๕ สตางค์กว่า รวมทั้งเมื่อเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นมา ๘ สตางค์ ๘ สตางค์ใน ๒๐ บาท นี่ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ไม่มากนัก แต่มันก็ยังกระทบกระเทือนพวกพ่อค้าที่ส่งออกอย่างที่ผมได้เรียนไว้ เวลาที่เรามาพิจารณากันดูนั้น เราก็พิจารณาเรียงไปว่าข้าวไม่ค่อยกระทบกระเทือนนัก เพราะเหตุว่าราคาแพง แล้วก็ประจวบกับกระทรวงเศรษฐการกำลังมีนโยบายที่จะไม่ค่อยให้ข้าวออกไป เพราะข้าวภายในประเทศแพงก็ไม่เสียหายอะไร ดีบุกราคากำลังดีเลิศ เพราะฉะนั้นไม่เสียหายไม่ลำบาก มันสำปะหลังก็หมดฤดูพอดีในเวลาที่เราเพิ่มค่าของเงินบาท เพราะฉะนั้นพ่อค้าส่งออกในปีนั้นไม่เดือดร้อน พวกปอพวกไร่เก็บเกี่ยวมากพอ ที่เป็นห่วงอยู่มากก็เรื่องยางเพราะยางก็ยังกระปลกกระเปลี้ยอยู่ กำลังจะลำบาก ราคาลดลงเรื่อยๆ หรือไม่ลดก็ต่ำ ถ้าเช่นนั้นจะทำให้พ่อค้าชาวสวนยางและผู้ส่งยางออกลำบาก อันนี้เราก็พยายามแก้โดยเก็บอากรยางขาออกต่ำ โดยกรมศุลกากรและกระทรวงการคลังประกาศราคายางที่จะให้เสียภาษีต่ำลง เมื่อเขาเสียภาษีต่ำเขาก็ยังไม่ขาดทุนมากมายนักจากการที่เราลดค่าดอลลาร์ลงไป

ประเทศที่เจริญขึ้น ค่าครองชีพก็มีความโน้มเอียงไปในทางที่สูงขึ้น ในการนี้ถ้าหากรายได้ของประชาชนคงที่ เช่น เงินเดือนข้าราชการ จะไม่เป็นการลำบากแก่บุคคลประเภทนี้หรือ จะมีทางแก้ไขอย่างไร

ข้อ ๒. เมื่อมีการพิจารณาเงินเดือนแก่ข้าราชการเร็วๆ นี้ได้มีการพูดกันว่าข้าราชการควรจะเสียภาษีเงินได้หรือไม่ อาจารย์เห็นว่าอย่างไร อย่างไรถึงจะถูก

ข้อ ๑. ก็รู้สึกว่าคำถามข้อ ๒. เป็นคำตอบอยู่แล้ว ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเงินเดือนให้แก่ข้าราชการเป็นธรรมดาอยู่ ไม่ใช่แต่ข้าราชการอย่างเดียวเท่านั้น บำนาญข้าราชการบำนาญ หรือผู้ที่ได้รับรายได้เงินสงเคราะห์เป็นประจำ เงินอัตราตายตัวอยู่นี้ก็ต้องเพิ่มให้เขาถึงจะถูกต้อง แต่เรื่องเงินเดือนข้าราชการนี้เป็นเรื่องที่มากไปกว่าค่าครองชีพ ค่าครองชีพอย่างเดียวก็น่าสนใจพอแล้ว ที่จะให้ข้าราชการเพิ่มเงินเดือนทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะผู้น้อยเท่านั้น มองจากแง่สมรรถภาพของข้าราชการ ผมไม่พูดถึงเรื่องการป้องกันการคอร์รัปชั่น พูดถึงการสนับสนุนคนที่ไม่คอร์รัปฯ คือหมายความว่า เช้าก็มาออฟฟิศ เย็นก็กลับบ้านทำงานโดยสุจริต มีอยู่มากไม่ใช่น้อยในประเทศเช่นเรานี้ ผมเข้าใจว่าในกระทรวงการต่างประเทศก็มีมากอยู่เหมือนกัน ชนิดที่ไม่เบียดเบียนราษฎร เช่นนี้ถ้าไม่ขึ้นเงินเดือนให้เขาก็เท่ากับว่าไปสนับสนุนคนที่สามารถที่จะปลิ้นปล้อนล่อลวงคดโกงฉ้อราษฎร์บังหลวง และก็ให้คนเหล่านี้ได้รับความลำบาก

หลักการเรื่องการเสียภาษีเงินได้เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมขอเรียนก่อนว่าบังเอิญผมเป็นกรรมการคนหนึ่งที่พิจารณาการขึ้นเงินเดือนข้าราชการเช่นเดียวกับท่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นอยู่ และเราก็เห็นพ้องต้องกันอยู่เรื่องการเสียภาษีเงินได้ หรือไม่เสียภาษีเงินได้ เป็นเรื่องที่เราขบคิดกันมานานหลายยกหลายตั้ง แต่ผลสุดท้ายก็มาเห็นว่าข้าราชการควรจะเสียภาษีเงินได้แน่ๆ เพราะเหตุว่าข้าราชการก็เป็นพลเมืองคนหนึ่ง เหตุใดรัฐบาลจึงจะมาเสียภาษีเงินได้ให้ ถ้าไปสอบดูเริ่มแรกข้าราชการเสียภาษีทั้งนั้น แต่เมื่อหลังสงครามหรือระหว่างสงครามผมจำไม่ได้แน่ เพื่อที่จะไม่ต้องขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ แต่เพื่อบำบัดให้ข้าราชการเดือดร้อนน้อยลงไปหน่อย จึงถือว่ารัฐบาลอนุเคราะห์เสียภาษีเงินได้ให้ ก็หมายความว่าไม่ต้องตั้งงบประมาณเป็นเงินสดออกมาให้แก่ข้าราชการ เพียงแต่อยู่ในบัญชีเท่านั้น ทีนี้ทำไมเราจึงคิดจะเลิกเสียภาษีเงินได้แบบนี้จะไม่อนุเคราะห์ข้าราชการแล้วหรือ คำตอบก็คือว่า เราได้คำนวณกันไว้เพื่อที่จะให้ข้าราชการทุกคนเพื่อเสียภาษีเงินได้แล้ว โดยเกณฑ์ของคนโสดทุกคนจะได้รับเงินสูงกว่าเดิมหมด เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่าข้าราชการนั้นไม่เสียหายอะไร มีที่เสียหายอยู่ ๒ ข้อ ประเภทที่ ๑ ชนิดที่มีรายได้ทั้งสามีและภรรยานี้ผมยอมรับว่าจะเสียหาย เพราะเหตุว่าต้องเอาเงินได้ทั้ง ๒ คนมารวมกันเข้า และเมื่อเงินรายได้สูงขึ้น ก็ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นแพงขึ้นมากกว่าคนโสด เพราะเหตุว่าคนโสด ๒ คนเสียอัตราต่ำกว่า แต่ถึงกระนั้นก็ตามผมรู้สึกว่ากระทบกระเทือนไม่กี่คน เพราะเหตุว่าเรายกเกณฑ์คนโสดให้แล้ว ถ้ากระทบกระเทือนก็คงไม่มากนัก และกรณีนี้ก็ยอมรับว่าเสียหาย แต่อีกกรณีหนึ่งซึ่งจะเสียหายนั้นไม่ทราบว่าท่านทราบเรื่องการเสียภาษีเงินได้เพียงใด ทุกวันนี้ข้าราชการที่รัฐบาลเสียภาษีเงินได้ให้นั้นเสียเผื่อสำหรับรายได้ส่วนตัวด้วย ไม่ใช่จากเงินเดือนข้าราชการอย่างเดียว ยกตัวอย่าง ข้าราชการ ๒ คน คนหนึ่งเงินเดือน ๕,๐๐๐ บาท อีกคนหนึ่งก็ ๕,๐๐๐ บาท แต่คนแรกนั้นมีรายได้จากการเก็บค่าเช่าหรือเป็นกรรมการบริษัทหรือเงินปันผล แล้วก็มีรายได้ส่วนตัวอีกประมาณ ๕,๐๐๐ บาท ในกรณีเช่นนี้ ทุกวันนี้รัฐบาลเสียภาษีให้นั้น เสียภาษีให้คลุมถึง ๕,๐๐๐ บาท ที่เป็นรายได้ส่วนตัวด้วย ก็หมายความว่า คนแรกที่มีรายได้รวมทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ บาท นั้นรัฐบาลเสียภาษีให้มากกว่าคนที่รายได้ ๕,๐๐๐ บาท นี่เป็นการอยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ถ้าท่านทั้งสองคิดไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่บางท่าน ซึ่งเงินเดือนประจำเดือนของท่านจะเป็นเงินเดือนของนายพลก็ดี เงินเดือนของรัฐมนตรีก็ดี ไม่มีความหมาย เพราะเหตุว่าท่านได้รายได้จากที่อื่นประมาณเดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ ถึง ๔๐๐,๐๐๐ บาท ในกรณีเช่นนี้ท่านขาดทุนแน่ ที่ขาดทุนทำให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น อีกประการหนึ่งก็ขอให้ดูในแง่นี้ เสมียนจัตวาเข้าใหม่กับคนขับรถอีกคนเงินเดือน ๔๕๐ บาท ด้วยกันทั้งคู่ เสมียนจัตวาสำเร็จชั้นมัธยม ๖ หรือมัธยม ๘ แต่ไม่มีลูกไม่มีเมีย ยังกินอยู่กับบิดามารดา ทุกวันนี้รัฐบาลจ่ายภาษีเงินได้ให้ แต่ส่วนคนขับรถนั้นมีลูกเมีย ทุกวันนี้รัฐบาลจ่ายภาษีเงินได้ให้ แต่แท้จริงนั้นรัฐบาลไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้ เพราะเหตุว่าถึงแม้จะได้ ๔๕๐ บาท และแกไปเสียภาษีเงินได้เอง แกก็ไม่ต้องเสีย เพราะเหตุว่ามีลูกเอามาหักแล้ว ลดหย่อนค่าบุตร ค่าภรรยาแล้ว แกไม่ต้องเสีย ถ้าหากว่าเราขึ้นเงินเดือนให้แก่ทั้ง ๒ คนเป็น ๕๕๐ ทั้งคู่ คนแรกคือคนโสดนั้น ยังจะต้องเสียภาษีอยู่บ้างนิดหน่อยไม่มากนัก เพราะเหตุว่ารายได้ขั้นต่ำ สำหรับคนรถที่มีลูกเมียนี้ไม่ต้องเสียภาษีเลย นี่เกิดความยุติธรรมขึ้น ถ้าตราบใดรัฐบาลยังจ่ายภาษีเงินได้ให้แก่ข้าราชการอยู่ ตราบนั้นความยุติธรรมในการเสียภาษีอากรระหว่างข้าราชการไม่มี สรุปแล้วเห็นว่าควรเสียภาษีเงินได้เอง แต่ว่าการบำบัดบรรเทาทุกข์นั้นก็ควรจะทำไป และขอเรียกว่า Structure ของเงินเดือนในปัจจุบันนี้ไม่เหมาะสมเลย คือปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือปลัดกระทรวงการคลังเท่ากับพนักงานชั้นโทของบริษัทเชลล์ มันหาเทียบกันยากเหลือเกิน ๘,๐๐๐ บาทอย่างมาก และถ้ามองกันไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านกินเงินเดือนประมาณหมื่น หรือหมื่นห้า ความจริงต้องให้ค่ารับรองแก่ท่าน เพราะเหตุว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เราก็ทราบแล้วว่ามีรายการใช้จ่ายมาก เช่น งานบวชนาค งานแต่งงาน หรือทหารรับใช้ของท่านไปทำหนี้สินมา ท่านก็ต้องรับใช้ นี่เป็นหลักธรรมดา สำหรับเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีผมเห็นว่าควรเสนอให้ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาท แล้วไม่ต้องให้ค่ารับรองแต่ให้ท่านเสียภาษีเอง สำหรับ ๓๐๐,๐๐๐ บาทนี้ต่อเดือน แต่ไม่มีนายก
รัฐมนตรีคนไหนที่จะยอมรับว่าวันนี้ผมกินเงินเดือนหมื่น พรุ่งนี้ผมจะกิน ๓๐๐,๐๐๐ ไม่ควรจะทำอย่างนั้น วิธีทำก็คือ การขึ้นเงินเดือนสำหรับข้าราชการชั้นรัฐมนตรีควรจะคำนวณไว้ แล้วบอกว่าจำนวนนี้ดีแล้ว ตราบใดที่ข้าพเจ้าเป็นรัฐมนตรีก็ขอรับตามระบบเดิมไปก่อนและเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ใครเป็นก็ให้กินเงินเดือนตามอัตราใหม่ ประเทศ
อื่นๆ เขาก็ทำอย่างนี้ เช่น ประเทศอังกฤษ สภาผู้แทนเขา Vote ให้ขึ้นเงินเดือนของสมาชิกสภาผู้แทน แต่เขาก็บอกว่าไว้รอสภาหน้า อย่างนี้ถูกต้อง ทำได้ง่ายๆ

สำหรับพวกข้าราชการของเขานี้ ถ้าหากไม่เพิ่มเงินเดือน ไม่เปลี่ยนระบบไม่ปรับปรุงเงินเดือน เขาก็พยายามปลิ้นปล้อนได้ แต่ผมไม่ได้พูดเรื่องการคอร์รัปชั่นไปรีดนาทาเร้นกับราษฎร เรื่องนั้นไม่ต้องพูดถึง พูดแต่เพียงว่าหาช่องทางประจบนาย หรือหาช่องทางที่จะให้ตัวขึ้นเงินเดือนเร็ว คือขั้นบันไดในปัจจุบันนี้มันต่ำ และขั้นมันก็เล็กๆ วิธีที่จะไปสู่ยอดเร็วนั้น ก็คือหาทางซิกแซกให้ไปได้ เขาตั้งกรมใหม่เราก็เข้าไปอยู่เสีย เราเป็นชั้นโท อีกไม่นานก็ได้เป็นชั้นเอก พอเป็นชั้นเอกแล้ว ใกล้จะเป็นขั้นพิเศษ พอรู้ว่ากรมนี้มันตัน ก็วิ่งไปหาทางอื่นเพื่อที่จะประจบประแจงขึ้นไป ประเดี๋ยวก็ได้ขั้นพิเศษทางด้านโน้น พอได้ขั้นพิเศษทางโน้นยังไม่พอใจ ก็วิ่งกลับมาเอาเงินเดือนรัฐมนตรีหรืออะไรต่างๆ นี่ แล้วลองคิดดูว่าคนที่เรารู้จักนี่มีบ้างไหมที่เป็นแบบนี้ ผมว่ามีหลายคนเท่าที่ผมนึกขึ้นได้ อย่างนี้เราเรียกว่าลิงจับหลัก ไม่ใช่วิธีบริหารราชการ สรุปความแล้วการให้เงินเดือนปัจจุบันนี้ใช้ไม่ได้ พวกเราทนกันมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ พวกกระทรวงการต่างประเทศยังพอมีความหวังอยู่ว่า ถ้าได้ไปเมืองนอกก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่พอท่านกลับมาท่านก็มีหนี้สินรุงรังเหมือนกัน เพราะเหตุว่ามีเงินมากที่เมืองนอก ก็ใช้มากเหมือนกัน ลูกหลานก็เยอะแยะ

การที่ข้าราชการรับอัตราเดิม มีค่าครองชีพเพิ่มขึ้น เท่ากับข้าราชการถูกตัดเงินเดือนมีทางแก้ไขอย่างไร

ก็มีทางแก้ไข ๒–๓ อย่าง คือ เล่นลิงจับหลักแบบที่ผมว่านี่ หรือคอร์รัปชั่น

แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะแรกที่เพิ่งสิ้นสุดลงนั้นได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง และควรจะแก้ไขด้วยวิธีการใด เพื่อให้แผนพัฒนาในระยะที่ ๒ บรรลุเป้าหมาย

อันนี้เราเข้าใจว่าคุณประหยัด บุรณศิริ คงจะมาพูดให้ท่านฟังแล้ว เพราะเหตุว่าเพิ่งจะมีประเมินผลพัฒนาระยะแรกออกมาเมื่อเร็วๆ นี้เอง แผนพัฒนาระยะแรกนั้น ความจริงก็ทำดีพอสมควร แต่บางอย่างนั้นก็เหลวไหลคือเมื่อเริ่มวางแผนในระยะแรกนั้น วางเป้าหมายไว้ต่ำเกินไป เราเอาอย่างคอมมิวนิสต์บางประเทศ แล้วพอดำเนินไปได้สัก ๓–๔ ปีแล้วก็บอกว่าได้บรรลุเป้าหมายแล้ว สำหรับกรณีของเรานี่มีกรณีข้าวโพด วาง Target ไว้ต่ำ จนกระทั่งปีแรกก็ Beat Target สำหรับ ๓ ปีไปเสียแล้ว แต่เหตุเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ที่สำเร็จไปนั้นบังเอิญดีพอสมควร มองจากแง่ของการลงทุนก็จะพอไปได้ ประกอบกับเดชะบุญราษฎรแกพัฒนาขึ้นมาเอง และราษฎรชาวชนบทแกก็รู้จักพลิกแพลงพอสมควร แทนที่จะทำนากลับไปทำปอ และก็เคราะห์ดีเหลือเกินเพราะเหตุว่าน้ำท่วมที่ปากีสถานและอินเดีย เราก็ขายปอไปได้มาก ผลสุดท้ายก็ดีพอสมควร และก็การทำถนนหนทาง ต่างประเทศก็มาช่วยสร้างให้ ถ้าจะให้ผมเรียนว่ามีอะไรบกพร่องในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ ๑ บ้าง ผมพอจะวางหัวข้อได้สัก ๒–๓ ข้อ คือ

ข้อ ๑ โครงการสร้างทางไม่ได้ทำเต็มตามเป้าหมาย ขลุกขลักเรื่อยทีเดียว ไม่สามารถจะตกลงกันได้ด้วยอย่างที่ผมได้เรียนไว้เมื่อวานนี้ว่า บางทีตั้งงบประมาณไว้ ๑๐๐ สำหรับสร้างทาง สร้างไปได้เพียง ๖๐, ๗๐ ก็มี แผนพัฒนาครั้งที่ ๒ รู้สึกว่าดีขึ้น เปลี่ยนอธิบดีแล้ว เปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว รู้สึกว่าเข้มแข็งดีขึ้น และธนาคารโลกได้ให้กู้เงินมาหลายโครงการ นี่ผมรู้สึกว่าพอไปได้

ข้อบกพร่องที่ ๒ ผมรู้สึกว่าลงทุนในด้านประชาชนน้อยไป เฉพาะอย่างยิ่งในการศึกษาน้อยไป จะเห็นได้ว่าการศึกษาไม่ค่อยกระเตื้องขึ้นในแผนพัฒนาที่ ๑ จริงอยู่เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นในตอนปลาย นั่นก็เพราะเหตุว่าต้องมาเสนอกันขั้นรัฐมนตรี บอกว่างบประมาณการศึกษาต่อไปนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถึงกับว่าอย่างน้อยต้องเพิ่มปีละ ๑๐% คืองบประมาณของเราโดยปกติเฉลี่ยแล้วเพิ่มประมาณ ๗% แต่งบประมาณการศึกษานี้ขอให้ท่านเร่งระดมเพิ่มปีละ ๑๐% เป็นอย่างน้อย ก็ค่อนข้างจะได้ผลบ้าง รู้สึกว่าน่าเสียดายที่งบประมาณการศึกษาไม่ค่อยดี ทั้งนี้เพราะเหตุว่าไม่มีการประสานงานกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สภาพัฒนา และสภาการศึกษา เมื่อเวลาพิจารณาแผนพัฒนาที่ ๑ ทางสภาพัฒนาบอกว่า ก็มีสภาการศึกษาแล้ว มีกระทรวงศึกษาฯ แล้ว ถ้าเราจะไปวางเป้าหมายและพิจารณาการศึกษา มันก็จะเป็นการก้าวก่ายกัน ข้อสำคัญก็คือสภาการศึกษาไม่ได้ทำโครงการ แล้วกระทรวงศึกษาฯ ก็ไม่ได้ทำโครงการ หรือทำชนิดที่ไม่เป็นโครงการ เป็นชนิดที่ว่าอยากจะทำโน่น อยากจะทำนี่ ไม่ได้วางรายละเอียดไปว่า อยากจะทำอย่างนั้นจะต้องมีวัสดุเท่านี้ มีคนเท่านี้ ในปีนั้นจะต้องใช้จ่ายเงินเท่านั้น ไมได้ทำเอาไว้ เพียงแต่อยากจะให้มีโรงเรียนมากขึ้น โดยไม่มีการประสานกัน เพราะฉะนั้นผลสุดท้ายแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะแรกเพียงแต่ใส่ยอดเงินส่วนรวมของโครงการศึกษาเอาไว้ ประมาณเอา ไม่เหมือนกับกระทรวงทบวงกรมอื่นที่เขามีแผนพัฒนา ไม่ใช่ใส่แต่เฉพาะยอดเงินเท่านั้น มีรายละเอียดด้วย แล้วรายละเอียดนั้นมันไปบังคับให้ยอดเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่จะเป็นไปได้ สำหรับงบประมาณในสภาการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการก็เพียงแต่ตั้งจำนวนเงินเอาไว้ แท้จริงก็ไม่ได้มีการดำเนินงานจริงๆ ซึ่งมาไหวตัวสุดท้ายนี้ก็โดย UNESCO แล้วกระทรวงศึกษาธิการกับสภาการศึกษาแห่งชาติพยายามที่จะพิจารณาถึงเรื่องการพัฒนาการศึกษาว่าจะดำเนินการไปอย่างไร ก็มาจับจุดเอาได้ว่า จะต้องพยายามขับเคี่ยวกับโรงเรียนมัธยมก่อน โดยพยายามทำให้อาชีวศึกษาเด่นขึ้นมากแล้วค่อยไปถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ และต่อไปถึงจะไปทางประถมศึกษาและการศึกษาชั้นผู้ใหญ่ เรื่องเหล่านี้เวลาที่ตั้งแผนพัฒนาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เพิ่งจะปรากฏว่าเรื่องพอจะทำได้ ฉะนั้นหวังว่าในแผนพัฒนาระยะ ๕ ปีนี้คงจะได้ผล งบประมาณและเงินกู้ได้พอ เพราะเหตุว่าถ้าเราไม่พัฒนาคนแล้ว อะไรๆ มันก็ไปไม่ได้ รัฐมนตรีพจน์ฯ[1] พูดอยู่ว่า เงินมีสำหรับสร้างถนนอยู่แล้ว บริษัทก็มีแล้ว วัสดุต่างๆ มีหมดแล้วโครงการมีครบถ้วนแต่ขาดคน Survey มาก มันทำให้เสียหาย

ข้อบกพร่องของแผนพัฒนาระยะแรกอีกประการหนึ่งก็คือ เงินน่าจะใช้มากกว่านี้ ใช้น้อยเกินไปเสียดายเงินงบประมาณ ๒๐๐–๓๐๐ ล้าน ที่เกิดเรื่องและมีการสอบสวนกันในรัฐบาลชุดใหม่นี่ ถ้าหากว่าเงิน ๒๐๐–๓๐๐ ล้านนี่เอามาระดมเข้าอยู่ในแผนพัฒนานี่ด้วย แม้ว่าจะไม่เกิดผลทันตา ก็จะเป็นผลในภายหลังและ ๒๐๐–๓๐๐ ล้านนี้เป็นเพียงกรณีเดียว อีกหลายร้อยล้านในกรณีอื่นๆ ที่ยังไม่ทราบก็คงจะมี

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ นักเศรษฐศาสตร์บางท่านได้นำวิธีเพิ่มบริการให้มากขึ้น เพื่อแก้ภาวะเงินเฟ้อในประเทศได้สำเร็จ ผมขอความกรุณาเรียนถามว่า ในภาวะและพื้นฐานอย่างประเทศไทยในปัจจุบันนี้ จะนำวิธีมาแก้เงินเฟ้อได้หรือไม่เพียงใด

ที่ถามมานี้หมายความว่าเวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของบางแห่งนั้นใช้วิธีการทำ Public Work โดยเอากรรมกรที่ว่างงานมาทำถนน กิจการสาธารณะอะไรต่างๆ นั้น อย่างประเทศไทยในปัจจุบันนี้จะนำวิธีมาใช้แก้ภาวะเงินเฟ้อได้หรือไม่เพียงใด ผมเข้าใจว่าที่ท่านผู้ถามถามมานั้น คงหมายถึงปี ๑๙๒๙–๓๐ จนถึง ๑๙๓๔–๓๕ สมัยฮิตเลอร์ใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นผมอยากจะเรียนว่าไม่ใช่แก้ภาวะเงินเฟ้อ เวลานั้นเป็นภาวะเงินฝืด เป็น Depression ทั่วโลก มีคนว่างงานมาก เยอรมนี ดร.ฌาก เป็นผู้ที่มีความรู้มากทีเดียว ในสมัยนั้นอย่างที่ท่านผู้ถามบอกไว้แล้ว คือนำเอากรรมกรที่ว่างงานนั้นมาทำ Public Service เพื่อให้ได้ประโยชน์ขึ้น ทีนี้ทำไมประเทศอื่นถึงไม่กล้าทำ คำตอบก็คือว่า ประเทศอื่นนั้นพวกศาสตราจารย์ที่เอาเรื่องและตำราเก่าๆ มาใช้ก็ยังคงถือหลักที่ว่า งบประมาณจะต้องสมดุล ถ้าหากว่าไปทำแบบที่เยอรมนีทำ ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับรัฐบาลมาก ทำให้งบประมาณขาดดุล จะทำให้เกิดความเสียหายในด้านงบประมาณ ไม่ต้องอื่นไกล Lord Robbins ซึ่งมีชื่อเสียงในเวลานี้ ท่านก็ยังเข้าใจผิดในตอนนั้น ท่านบอกว่าอย่างไรก็ต้องรักษาเสถียรภาพไว้ให้ได้ แต่ส่วน Lord Keynes กลับมีความเห็นตรงกันข้าม ไปเห็นเข้าข้างอย่างเยอรมนี เป็นต้นว่า เกิด Depression มันน่าจะหารายได้เพิ่มเข้าไปกับประชาชนไม่ว่าจะทำอย่างไร แกบอกว่าไม่ต้องไปทำอย่างไร แกบอกว่าไม่ต้องไปทำถนนด้วยซ้ำ ถ้ารู้สึกว่าจะทำถนนไม่ไหว เพียงแต่ขุดหลุมขึ้นมา จ้างกรรมกรขุด ขุดเสร็จแล้วให้ค่าจ้างกรรมกรกลบหลุมนั้น ยังมีประโยชน์เพราะเห็นว่ามัน generate รายได้ให้แก่กรรมกรเหล่านั้น ซึ่งเดิมรายได้ ๐ จะได้มีรายได้ดีเสียกว่าวันละ ๑ มาร์ก ก็ยังดีตอนที่แกมีรายได้วันละ ๑ มาร์ก แกจะได้เอาไปใช้ เมื่อทำเงินไปใช้ก็ทำให้คนอื่นที่ไม่เคยมีรายได้ก็มีรายได้ขึ้น มันมี Multiplier effect อยู่อย่างนี้ แต่แน่ละไม่มีใครในโลกจะให้ใช้วิธีขุดหลุมแล้วมากลบเฉยๆ แต่ Keynes บอกว่า เมื่อก่อนนี้อียิปต์เขาสร้างพีระมิดมาไม่มีประโยชน์อะไรเลย อาจจะมีประโยชน์ทางขวัญ ทาง Culture ก็เป็นได้ แต่ว่าสร้างพีระมิดมาไม่มีประโยชน์ ไม่เหมือนถนนเสียด้วยซ้ำเขายังสร้าง

สำหรับประเทศเราปัจจุบันนี้ เนื่องจากมีสภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเราพยายามจะแก้ไขกำจัดแล้ว เราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะเพิ่ม Public Work แบบนั้น Public work ทั้งหลายอยู่ในแผนพัฒนาอยู่แล้ว มีแต่จะทำไม่ทันเท่านั้น ผมคิดว่าเป็นวิธีที่จะนำมาใช้แก้ภาวะปัจจุบันนี้ไม่ได้ มีแต่พยายามจะป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อเกิดขึ้นทางด้านที่จะพยายามให้เงินตราน้อยลงและทำให้สินค้ามากขึ้น

ในเมื่อดุลการค้าไม่เคยได้เปรียบเป็นเวลานานมาแล้ว เหตุใดจึงมีทุนสำรองไว้ถึง ๙๐๐ ล้าน

คำตอบก็คือ ดุลการค้าไม่เคยได้เปรียบก็จริง แต่ดุลการชำระเงินได้เปรียบทุกปีตลอดมาได้เปรียบ ความจริงสรุปเรื่องแล้วดุลการค้านี่ผมรู้สึกตัวเลขมันทำให้เราฉงนไปเอง ท่านทั้งหลายจะนึกได้ว่าดุลการค้าที่เรานึกกันแล้ว เอาตัวเงินช่วยเหลือกับเงินกู้ออกไปแล้ว ดุลการค้าเราก็ได้เปรียบ เพียงแต่เท่านั้นเราก็ได้เปรียบอยู่แล้ว นี่ผมใช้คำว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบตามท่าน ที่จริงไม่อยากจะใช้ อยากจะใช้คำว่าขาดดุลหรือเกินดุล ทีนี้มาคำนึงถึงว่า สินค้าที่ไม่ได้เข้าสถิติของศุลกากรมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ฝิ่นกับทองคำ ทองคำมีแต่สถิตินำเข้ามาที่ออกไปไม่มี และท่านทั้งหลายที่เคยไปลาวคงจะรู้ดีว่า ลาวกับไทยนี่มีความสัมพันธ์กันกับเรื่องทองอย่างสนิท แล้วลาวสั่งสินค้าเข้าเป็นทองเข้ามาเป็นตันๆ แล้วผมเข้าใจว่าในเรื่องฝิ่นก็ดีเรื่องทองก็ดี ถ้าพูดเรื่องการค้าขาย ไม่พูดกันถึงเรื่องศีลธรรมหรือกฎหมายแล้วต้องได้กำไร เพราะเราขายได้มากกว่าซื้อ เพราะฉะนั้นดุลการค้าถึงแม้ไม่เคยได้เปรียบทางสถิติที่เห็นมานั้นใจผมเองเห็นว่ามันเกินดุลอยู่ทุกปีเฉพาะอย่างยิ่งเงินมันไปเกินดุล

ถ้าหากว่าเงินทุนสำรอง ๙๐๐ ล้านนี้ได้มากจากดุลการชำระหนี้หรือเงินทุนจากต่างประเทศแล้ว ตามที่กล่าวว่าเราสามารถชำระหนี้ต่างประเทศซึ่งมีอยู่เพียง ๒๐๐ ล้านได้ทันทีโดยใช้ทุนสำรองนี้ เมื่อ
ผู้ลงทุนจะถอนทุนหรือส่งผลกำไรกลับ เราจะเอาเงินตราต่างประเทศจากที่ใดมาชำระให้เขาได้

ผมไม่หมายความว่าจะใช้เงินชำระหนี้ต่างประเทศทันที ๒๐๐ ล้าน ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หมายความว่าหนี้ ๒๐๐ ล้านที่มีอยู่ที่ต่างประเทศนั้นไม่เท่าไหร่หรอก ไม่ต้องเดือดร้อนแบบเดียวกับหนังสือพิมพ์บางฉบับเอาไปเขียนว่ารัฐบาล อันนี้ผมว่ารัฐบาลทำถูก เพราะเหตุว่าหนี้สินของรัฐบาลนั้นไม่เท่าไร และเราก็มีทุนสำรอง Cover อยู่มาก ความเห็นของผมเห็นด้วยกับท่านที่ถาม เพราะเหตุว่ามีผู้ใหญ่หรือนักการเมืองหลายท่านในประเทศไทยที่พยายามติฉินนินทาธนาคารชาติว่า เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เก็บ ๙๐๐ ล้านเอาไว้ตั้งแต่ ๕๐๐ ล้านแล้วนะครับ เขาก็บอกว่าไปกู้จากอเมริกาแล้ว Senator คนนั้นคนนี้เขาบอกว่าเรามีเงินมากแล้วยังมาขอความช่วยเหลืออีก ทำให้การขอความช่วยเหลือลำบากมาก เพราะฉะนั้นควรจะเอาทุนสำรองมาใช้เสีย ที่พูดแบบนี้เป็นประหนึ่งว่า การขอความช่วยเหลือมันสำคัญกว่าการมีเงินสดอยู่ในมือเสียแล้ว พูดกันเพียงเท่านี้ผมก็ว่าผิดแล้ว แต่เงินที่เราเก็บเอาไว้ไม่ได้เป็นเงินที่เก็บเอาไว้สำหรับไม่ใช้ เราต้องเผื่อไว้เพราะเหตุว่าเงินมันเข้ามาตลอดเวลา เพราะเข้ามาลงทุนแล้วเราก็ Guarantee ไว้ว่า ถ้าแกลงทุนเมื่อไรแกจะถอนดอกเบี้ยหรือกำไรออกไปเมื่อไร เราจะพยายามให้ เพราะฉะนั้น ๙๐๐ ล้านก็เก็บไว้เป็นสำรองอย่างนั้น และอีกประการหนึ่งการที่เรามีทุนสำรองมากทำให้เครดิตเราดี และในเวลานี้ถ้าเราจะกู้เงินจากต่างประเทศบางแห่ง เรากู้ด้วยอัตราต่ำ ตีเสียว่า ๔%, ๕% ทุนสำรอง ๙๐๐ ล้านของผมนี่ เวลานี้ผมเอาไปลงทุนได้ ๕%, ๖% ถ้ากู้จากธนาคารโลก แน่ละต้องกู้ด้วย ๖% มันก้ำกึ่งกัน มันช่วยอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่งที่เรียนไว้ โครงการอาชีวศึกษาต่างๆ เราจะใช้เงินสำรองนี้ เพราะฉะนั้นเงินจำนวนนี้ไม่ใช่ว่าจะเก็บเอาไว้เฉยๆ เผื่อไว้สำหรับที่ว่าเขามาถอนทุนเมื่อไร เราก็ต้องชำระให้เมื่อนั้น และก็เป็นเรื่องคุ้มกัน ถึงจะเอาไปใช้ก็ใช้เป็นบางส่วน แล้วก็ไม่ควรเอาไปใช้แบบ จอมพล ป. สมัยนั้น ซึ่งท่านใช้ไม่กี่เดือนก็เสียไปตั้ง ๒๐๐–๓๐๐ ล้านดอลลาร์

โปรดอธิบายเรื่องเงินกู้ที่ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ

เงินกู้ที่ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อนั้น ได้แก่เงินกู้ต่างประเทศที่เอาไปใช้ในต่างประเทศ คืออย่างเงินกู้จากธนาคารโลก เขาให้กู้แต่เฉพาะเงินที่เราต้องการซื้อของจากต่างประเทศ และการซื้อของจากต่างประเทศ International bidding ทั่วโลก หรือเราเอาเงินดอลลาร์นั้นไปชำระหนี้ต่างประเทศ เราสั่งให้ไปจ่ายค่าสินค้าและค่าบริการต่างๆ แท้จริงนั้นเงินนั้นไม่ได้เข้ามาด้วยซ้ำ นี่เป็นประเภทที่ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ถ้าหากว่ากู้เงินมาจากต่างประเทศแล้วเข้ามาใช้เพื่อจะซื้อที่ดิน หรือจ้างแรงงาน หรือจ่ายค่าราชการ อย่างนี้ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะเหตุว่าเป็นการที่ทำให้เกิดเงินบาทเพิ่มขึ้นในวงจรของการเงินไทยโดยไม่ทำให้เกิดมีบริการหรือสินค้าเพิ่มขึ้น นี่คือชนวนของการที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นจึงพยายามไม่ให้กู้เงินจากต่างประเทศมาเพื่อ generate เป็นเงินบาท หรือพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นสำหรับที่จะมาใช้จ่ายภายในประเทศ เงินกู้ภายในประเทศถ้าเบิกเงินสำรองหรือทุนสำรองเงินตรามาแล้ว เอามาแลกเป็นเงินบาทในท้องตลาด เพื่อที่จะจ่ายเงินภายในประเทศก็ยังพอทำเนา แต่ถ้าเอามาพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ

เงินกู้ภายในประเทศที่กู้จากธนาคารออมสินก็ไม่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ตรงกันข้ามกลับเป็นเรื่องที่จะไปแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ เพราะเหตุว่าธนาคารออมสินนั้นได้เงินมาจากประชาชนและเด็กนักเรียนผู้ไปฝากเงินนี้ ก็ทำให้อำนาจเงินน้อยลง เมื่อน้อยลงก็ทำให้เงินนั้นฝืดลงในท้องตลาด และเงินก็มาออมสิน ออมสินก็มาส่งให้รัฐบาลเข้าคลังโดยซื้อพันธบัตร และเงินนั้นรัฐบาลก็เอาไปจ่ายชดเชยที่ฝืดในตอนแรกนั้น มันก็ทำให้หายฝืดลงในตอนหลัง เพราะฉะนั้นเงินกู้ประเภทนี้ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ถ้ากู้จากมูลนิธิเอกชนที่จะซื้อพันธบัตร กู้จากเงินทุนสงเคราะห์พนักงานของห้างร้านต่างๆ ที่เขาซื้อพันธบัตรไว้ หรือวิสาหกิจ หรือกู้จากธนาคารพาณิชย์ ชนิดที่ธนาคารพาณิชย์เขาเอาไปเป็นหลักทรัพย์ของเขา มีประโยชน์ในด้านเงินสดสำรองอย่างนี้ไม่เกิดเงินเฟ้อทั้งสิ้น เป็นวิธีกู้ที่ดี และผมอยากจะเรียนว่าเท่าที่เป็นมาใน ๕ ปีหลังนี้ เท่าที่กู้มา ๑,๐๐๐ ล้าน ปีปัจจุบันนี้ ๒,๐๐๐ ล้าน พันธบัตรขายดี ทั้งๆ ที่ดอกเบี้ยลด เป็นเรื่องที่ไม่เกิดเงินเฟ้อทั้งสิ้น

ถ้ากู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจ่ายเงินบาทออกมามากขึ้นนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ

งบราชการลับคืออะไร ประเทศที่เจริญแล้วมีหรือไม่ และควบคุมการจ่ายอย่างไรสำหรับของไทยเรา

คือเงินที่บางหน่วยราชการอ้างว่าจำเป็นจะต้องมี และเงินเหล่านี้ไม่ควรที่จะให้กระทรวงการคลังหรือสำนักงบประมาณทราบว่าเอาไปใช้จ่ายอย่างไร ผมรู้สึกว่าในประเทศไทยเรานี้มีกันพร่ำเพรื่อหลายแห่ง กรมตำรวจก็มี กระทรวงมหาดไทยก็มี กระทรวงกลาโหมก็มี สำนัก
นายกฯ ก็มี สำนักทำเนียบก็มี ไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศจะมีหรือเปล่า เข้าใจว่าคงมี ในประเทศที่เจริญเขาก็มีเหมือนกัน แต่ไม่พร่ำเพรื่ออย่างนี้ และการควบคุมการจ่ายนั้นเขาไว้ใจพวกข้าราชการชั้นสูงมาก เฉพาะอย่างยิ่ง เข้าใจว่า รมต. คลัง จะไปตรวจงบราชการลับได้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ การตรวจงบราชการลับของที่อื่น ผมว่าต้องทำการตรวจว่าได้ใช้จ่ายไปเท่าไรบ้าง ความจริงเวลาที่สอบสวนกรณีที่ท่านทราบกันแล้ว เราเรียกกันว่างบราชการลับ ที่จริงควรจะเรียกว่างบราชการสะดวก คือหมายความว่า ขาดเงินงบประมาณปกติก็เอาเงินงบราชการลับไปใช้ จะมาเลี้ยงวันเกิดก็เอางบราชการลับมาใช้งาน วันเกิดกระทรวงก็เอามาใช้ ที่เอาไปใช้ในราชการลับจริงๆ ก็มีเหมือนกัน ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะตั้งหน้าพิจารณากันดูว่า รัฐบาลมีวิธีการอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้เงินราชการลับนี่ใช้ไปในทางที่ไม่ชอบได้ มันได้แก่ตัวเอง เมื่อเวลาที่ผมเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณนั้น ท่านนายกฯ ได้พูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าลาวมันรบกันใหญ่แล้ว ผมจำเป็นที่จะต้องใช้เงินแล้ว ผมขออนุญาตโอนเงินงบสำรองมาจ่ายเป็นเงินงบราชการลับ เพราะเหตุว่าสถานการณ์ที่ลาวนี่เลวมาก จะไปทัดทานกันอย่างไร ถามไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่เอาไปใช้อย่างอื่น หรือผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็ถามไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีอื่น ใจของผมเองคิดว่าถ้ามีงบราชการลับอยู่ในที่อื่น ควรจะให้รัฐมนตรีคลังกับนายกฯ ๒ ท่านเป็นผู้ตรวจสอบก็ได้ หรือจะเอาอีกท่านก็ได้ เป็นคณะกรรมการ คือ รองนายกฯ อีกท่าน แต่ว่างบราชการลับซึ่งนายกฯ เป็นผู้จ่ายเองนั้น ผมว่าต้องเชื่อนายกรัฐมนตรี หรือมิฉะนั้นก็เอา
ประธานสภามาตรวจ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มันต้องมีการตรวจกัน

ในด้านเกษตรเมื่อรัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนทำอะไรสักอย่าง มักจะเกิดปัญหาตามมาทีหลัง เช่น สนับสนุนให้ปลูกมันสำปะหลังหรืออ้อย เมื่อประชาชนได้ลงมือทำอย่างจริงจังแล้วก็เกิดปัญหาราคาตกที่จะจำหน่ายได้ เป็นเพราะเหตุใด

สำหรับเรื่องมันสำปะหลังกับเรื่องอ้อยนั้นต่างกัน เรื่องอ้อยนั้นสาเหตุเกิดมาจากที่ว่าปลูกกันมากจนเกินไป และรัฐบาลสนับสนุนการทำน้ำตาลมากเกินไปจนเกินที่ประชาชนจะซื้อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้สั่งน้ำตาลเข้ามา เรื่องอ้อยนี่เป็นความผิดพลาดมาก ในทางที่ดีนั้นควรจะใช้มัชฌิมาปฏิปทา คือหมายความว่า ราคาอ้อยนั้นเทียบกับราคาน้ำตาลต้องวางกำหนดไว้ให้สูงกว่าตลาดโลกเพียงเล็กน้อย อย่ามากนัก ถ้าเป็นเช่นนี้คนที่ทำน้ำตาลแพง เขาก็ไม่กล้าทำ คนที่ปลูกอ้อยก็ต้องน้อยลง มันแก้กันไปในตัว มันไม่ขึ้นๆ ลงๆ อย่างทุกวันนี้ มักจะมีผู้พูดขู่ว่าปีนี้น้ำตาลจะแพงอีกในเมืองไทยนะครับ ทั้งๆ ที่ตลาดโลกมันลดลงไปเรื่อย แม้ว่าน้ำตาลจะแพง ก็ไม่ควรบอกให้เขาปลูกอ้อยมากนัก อย่าให้โรงงานทำน้ำตาลเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าพอแพงเขาก็ทำเพิ่มขึ้น ปีหน้าน้ำตาลถูก ล้นตลาดอีกแล้ว แก้ไม่ได้ ต้องปล่อยให้น้ำตาลมันพอดีๆ ราคามันก็พอดีๆ อย่าไปกระตุ้นมันมากนัก พอเราเห็นว่ามันแพงนักปล่อยให้ต่างประเทศเข้ามา ไม่เห็นเสียหายอะไร เงินตราต่างประเทศเราเยอะแยะ มันจะได้แก้ปัญหาน้ำตาลได้อย่างราบรื่นกับเรื่องอ้อย นี่เป็นปัญหาของอ้อยโดยสรุป

ส่วนมันสำปะหลัง ขอโทษขอไปพูดถึงเรื่องปอก่อน ปัญหาเรื่องปอก็เช่นเดียวกัน แบบเดียวกันกับน้ำตาลและอ้อย ต่อไปถ้าโรงงานทอกระสอบของเราดำเนินการได้เต็มที่แล้ว เกรงว่าจะเกิน Capacity ของการใช้กระสอบป่าน และจะเกิดปัญหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีผมคิดว่าใช้วิธีราคาพอดีๆ สำหรับที่อย่าให้มันสูงนักหรือต่ำนัก ทำให้เกิดประชาชนเข้าใจดีว่า ถ้าราคานี้ละก็เขาปลูกได้หรือไม่ได้ จะได้กำไรหรือไม่ หรือควรจะทำอย่างอื่น แต่ส่วนเรื่องมันสำปะหลังนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คืออย่างที่ผมเรียนไว้ก่อนนี้เราพูดถึงเรื่องเกษตร ก็หมายถึงการเพาะปลูก กระทรวงเกษตรไม่มีหน้าที่ที่จะไปดูตลาด กระทรวงอุตสาหกรรมไม่มีหน้าที่ที่จะไปดูเรื่องเกษตร กระทรวงเศรษฐการดูแต่ว่าขายอะไรในต่างประเทศได้ราบรื่นหรือไม่ ต้องคำนึงถึงว่าเขาทำอะไรขึ้นไปใหม่ การประสานงานระหว่างกระทรวงไม่มี ก็เลยทำให้เกิดอย่างนี้ขึ้น ถ้าหากมีการประสานงานและมีความคิดไปว่า Agriculture กับ Business หรือ Industries ต้องมารวมกันอย่างนี้ทำให้เกิดหลักการของ Agro-business อันนี้ผมอยากจะให้มีการพิจารณา เดี๋ยวนี้ดีขึ้นมากมีการประชุมกันเสมอระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศก็เห็นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสถานทูต คำตอบก็คิดว่าเราไม่มีการประสานงานและไม่ได้คิดตลอดรอดฝั่ง คนที่ปลูกไม่ได้คิดถึงเรื่องการตลาด

เมื่อเราทราบว่าเงินตราต่างประเทศถ้ามีสำรองไว้มากๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ทำไมรัฐจึงไม่ใช่เงินนั้นลงทุนแทนการกู้มาจากต่างประเทศ

ผมเข้าใจว่าผมได้เฉียดการตอบปัญหาข้อนี้มาอยู่บ้างแล้ว คือว่าใช้เหมือนกัน แต่เมื่อก่อนนี้ยังไม่มากถึงขนาดนี้ เราก็เอาไว้เป็นประโยชน์ต่อไป เรื่องเงินเฟ้อมันเพิ่งเกิดขึ้นใน ๖ เดือนที่แล้วมา เวลานี้เราก็พยายามทำอยู่ แต่ผมอยากจะเรียนเป็นความในใจอยู่อย่างหนึ่ง คือการกู้จากบางแห่ง จะเป็นธนาคารโลกก็ดี หรือเยอรมนีก็ดี เรามีประโยชน์อยู่อย่างหนึ่ง เราได้บริการเขามา แล้วก็มีทางแน่ใจว่าไม่มีการรั่วไหลหรือเหลวไหล และเขาก็มาตรวจดูโครงการ ถ้ากระทรวงการคลังข้องใจในข้อซักถามของเขา เราเรียกเขามาจากวอชิงตัน ส่งผู้เชี่ยวชาญมาตรวจดูให้ได้ เป็นประโยชน์มากเหลือเกิน ท่านลองคิดดูว่าวิธีนั้นกับวิธีเดอเกรมองต์มันต่างกันมาก นั่นไม่มีทางตรวจเลย เพราะฉะนั้นการกู้เงินบางทีถึงแม้จะไม่จำเป็นจะต้องกู้เงิน แต่ก็ยังอยากจะกู้จากธนาคารโลกสักนิดหนึ่ง ผมจึงให้ธนาคารโลกหยิบยกเอาอาชีวศึกษามาสัก ๕ ล้าน ให้กู้ ๕ ล้านเท่านั้นไม่เป็นไร ผมจะให้กู้ ๑๕ ล้าน แต่ขอให้ธนาคารโลกมีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ เราจะได้ใช้บริการของเขา อย่างนี้เป็นประโยชน์ดี

ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศได้เปรียบโดยมีเงินกู้เข้าประเทศนั้น จะมีผลอย่างไร จะเป็นการได้เปรียบที่แท้จริงเพียงใด

ก็ไม่แท้จริงหรอกครับ เพราะเหตุว่าภายหลังก็จำเป็นที่จะต้องชำระเขา นอกจากเงินได้เปล่านั้นก็พอทำเนา เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามี liability อยู่นี้ เราก็ต้องเก็บเอาไว้บ้าง และในขณะเดียวกันการเก็บนั้นเราก็เอาไปลงทุนดูบ้าง

ทุนสำรองของเรายังมีอยู่อีกมาก เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงแถลงในตอนที่จะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการนั้นว่า ไม่มีเงินพอ เหตุใดรัฐบาลจึงไม่กล้าเสียสละนำทุนสำรองมาให้ใช้ข้าราชการมีฐานะดีขึ้นกว่านี้ หรือเห็นว่ารายได้ข้าราชการขนาดนี้เพียงพอแล้ว

ผมรู้สึกว่าถ้ารัฐบาลจะนำทุนสำรองเงินตรามาใช้สำหรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ควรทำ เพราะเหตุว่าจะเกิดเงินเฟ้อ เงินทุนสำรองของเราเป็นเงินตราต่างประเทศ ควรที่จะเอาไปซื้อของจากต่างประเทศ เช่นปีนี้รัฐบาลจะกู้จากทุนสำรอง ผมก็ขอให้สำนัก
งบประมาณรวบรวมเงินตราต่างประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศและที่กระทรวงอื่นๆ ต้องการใช้ เอามารวมกันหมด แล้วได้เท่าไร ผมจะได้จัดให้กู้สำหรับที่จะไปจ่ายในต่างประเทศ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเงินเฟ้อ แต่ส่วนการที่รัฐบาลแถลงว่าเพิ่มเงินไม่ได้เพราะเหตุว่าไม่มีเงินพอนั้น ผมไม่เห็นด้วย ผมรู้สึกว่ารัฐบาลไม่เพิ่มเงินเดือนข้าราชการแล้ว ต่อไปจะไม่มีเงินพอตลอดไป เพราะเหตุว่าจะเกิดปัญหาอย่างนี้เรื่อย สมรรถภาพของข้าราชการก็ไม่ดีอย่างที่ได้เรียนไว้แล้ว ทำไมจะไม่มีเงินพอ เงินเรากันเอาไว้ด้วยซ้ำ แต่ว่าอยู่ที่รัฐบาลจะกล้าปรับปรุงเก็บภาษีเพิ่มขึ้นหรือไม่เท่านั้น ทีนี้รัฐบาลท่านก็กลัวว่าขึ้นเงินเดือนแล้ว หนังสือพิมพ์ก็ประโคมว่าเก็บภาษีเพิ่มเพื่อเอามาจ่ายเงินเดือน ผมว่าหนังสือพิมพ์ก็คงด่าจริงๆ และไม่ใช่หนังสือพิมพ์อย่างเดียวเท่านั้น วิทยุปักกิ่งหรือวิทยุเสียงประชาชนเสรีก็คงจะด่าเช่นเดียวกัน แต่ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมไม่เห็นกลัว เพราะเหตุว่าจะด่าก็ด่าไป ถึงเวลานี้ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน หนังสือพิมพ์ก็ด่า ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็ด่า และยิ่งใกล้รัฐ-
ธรรมนูญจะออกหรือจะมีการเลือกตั้งเขาก็ยิ่งด่ากันมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นว่าทำอะไรดี ทำอะไรถูกก็ควรจะทำ

เมื่อข้าราชการมีรายได้น้อย ไม่พอใช้จ่ายจะเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติบ้างไหม

บ่อนทำลายนี่เห็นคงจะไม่ถึง แต่เป็นการเสียหายทางเศรษฐกิจ ผมว่าการคอร์รัปชั่นทำให้สถานะเศรษฐกิจของชาติเสื่อมโทรม

ตามความคิดเห็นของผู้บรรยายนั้นมีทางใดบ้างที่จะป้องกันการคอร์รัปชั่นให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

วิธีป้องกันอยู่ที่คณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เพราะคณะรัฐมนตรี อธิบดี ปลัดทั้งหลายตั้งใจจริงแล้วว่าเราจะไม่คอร์รัปชั่นด้วยตัวเอง ไม่ให้เด็กมันเห็น เราจะควบคุมเด็กไม่ให้ทำ หรือไม่ให้มากมายจนเกินไปนัก เพราะเหตุว่าเราควบคุมในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี มีหน้าที่ควบคุม และมีอำนาจควบคุม เอาเวลาเหล่านั้นไปควบคุมดีกว่าที่จะไปวินิจฉัยกันในเรื่องคอร์รัปชั่น มีสาเหตุมาตั้ง ๓ หน้ากระดาษ ผมว่ามันแก้ไม่ถูกจุด ถูกจุดที่สุดคืออยู่ที่ผู้ใหญ่เอากันจริงหรือไม่จริง ท่านนายกรัฐมนตรีกล้าว่ารัฐมนตรีไหม รัฐมนตรีกล้าว่าปลัดกระทรวง อธิบดีไหม อธิบดีกล้าว่าหัวหน้ากองไหม ถ้าตราบใดไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ล่ะก็ คำตอบก็คือไม่กล้าทั้งนั้น

มีผู้กล่าวหาว่า หากผู้น้อยทำคอร์รัปชั่น หมายถึงข้าราชการผู้น้อยมักจะมีความผิดร้ายแรง แต่ผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพล ไม่มีความผิด เป็นความจริงเพียงใด

เป็นความจริงครับ อ่านหนังสือพิมพ์แล้วบางทีสมเพชเหลือเกิน เป็นเสมียนอำเภอ เอาเงินไปเพียงหมื่นเดียวโดนเข้า ๒ ปี แต่บางคนเอาไปสองสามร้อยล้านไม่เห็นเขาโดนอะไร

ผมขอขอบคุณมากที่ให้ความสนใจจนกระทั่งเลยเวลาเป็นอันมาก หวังว่าท่านคงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอบคุณ

 

 

[1]  นายพจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ