ครอบครัวและการศึกษา

เข้าโรงเรียน

นามสกุลอึ๊งภากรณ์น้ัน ต้นสกุลคือ นายอากรปอ ซึ่งมีบรรดาศักดิ์ เป็นขุนรักษาอากรกิจ ซึ่งนอกจากจะทําหน้าท่ีนายอากรแล้ว ยังเป็นเจ้าของแพปลา ออกเงินให้ชาวประมงกู้ไปลงทุน แล้วรับซื้อปลาเมื่อชาวประมงกลับจากออกทะเลมาแล้ว

บิดาอาจารย์ป๋วย ชื่อ นายซา มาจากเมืองจีน เข้ามาช่วยพี่ชาย (นายอากรปอ) ประกอบอาชีพ จึงใช้นามสกุลอึ๊งภากรณ์เช่นกัน นายซาทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ทำงานตั้งแต่เช้า จนค่ำกว่าจะกลับบ้านก็สองสามทุ่ม (ตามบันทึกของอาจารย์ป๋วย) ร่างกายจึงทรุดโทรม และ เสียชีวิตตั้งแต่อาจารย์ป๋วยอายุเพียง 9 ขวบ ภาระการเลี้ยงดูลูกจึงตกหนักอยู่ที่มารดา คือ นางเซาะเช็ง เกิดในสกุลแซ่เตียวซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นนามสกุล ประสาทเสรี นางเซาะเช็งเอาใจใส่เลี้ยงดูอบรมลูกอย่างเข้มงวด และสนใจในการศึกษาของลูกมาก


อาจารย์ป๋วยเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนสะพานเตี้ย ตำบลตลาดน้อย เตี่ยต้องการส่งไปเรียนที่บ้านเกิดของ เตี่ยในประเทศจีน แต่แม่คัดค้าน





อาจารย์ป๋วยเข้าเรียนเป็นนักเรียน คนที่ 7036 (เลขประจำตัว) และเลือกเรียนแผนกฝรั่งเศส เรียนจบขึ้น ม. 8 ในปี 2476 ความที่เป็นคนเรียนเก่ง ทางโรงเรียนจึงชวนให้อาจารย์ป๋วยเป็นครูสอนหนังสือที่ โรงเรียนอัสสัมชัญทันทีที่เรียนจบ อาจารย์ป๋วยรับเป็นครูสอนเต็มเวลา เพื่อหารายได้ช่วยเหลือมารดาและ ครอบครัว 1 ปีต่อมา ในปี 2477 มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น ในสมัยนั้น ไม่มีการบังคับให้เข้าเรียนในห้อง ทางมหาวิทยาลัยจัดพิมพ์คำบรรยาย ออกจำหน่ายในราคาถูก เพื่อ ส่งเสริมให้นักศึกษา ซึ่งทำงานอยู่แล้ว สามารถศึกษาเองได้ตามสะดวก อาจารย์ป๋วยเห็นเป็นช่องทางที่จะ หาความรู้เพิ่มเติม เพื่อความก้าวหน้าในอนาคต โดยไม่ต้องเลิกทำงานหารายได้ช่วยแม่จึงได้ลงทะเบียน เข้าเปน็ นักศึกษาที่ธรรมศาสตร์เนื่องจากในวันธรรมดา ต้องสอนหนังสือท่โี รงเรียนอัสสัมชัญเต็มวัน ไม่ สามารถไปเข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้ จึงใช้เวลาเรียนตอนค่ำและวันสุดสัปดาห์อย่างทุ่มเท จนสำเร็จการ ศึกษา ได้รับปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเป็นปริญญาตรีทางกฎหมายและการเมืองในปี 2480ใช้ เวลาในการศึกษา 3 ปี



ในขณะที่เรียนที่ธรรมศาสตร์อาจารย์ป๋วยได้รับความประทับใจจากการศึกษาด้วยวิธีอภิปรายถกเถียงกัน ระหว่างนักศึกษาด้วยกันเป็นอย่างมาก ได้บันทึกไว้ว่า



ต่อเมืองนอก





เรียนจบธรรมศาสตร์แล้ว อาจารย์ป๋วยลาออกจากการเป็นครูที่โรงเรียนอัสสัมชัญเข้าทำงานเป็นล่ามให้กับ อาจารย์ชาวฝรั่งเศสที่ธรรมศาสตร์ ระหว่างนั้นก็สอบชิงทุนรัฐบาลเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ และได้ทุน รัฐบาลไทยไปศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์และการคลังต่อในต่างประเทศ ซึ่งอาจารย์ป๋วยเลือกสมัครเข้าเรียน ต่อที่ London School of Economics and Political Science ในมหาวิทยาลัยลอนดอน อาจารย์ ป๋วยต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นปริญญาตรี และอาจารย์ป๋วยก็สามารถเรียนจบปริญญาทางเศรษฐศาสตร์ ได้ในปี 2484 เป็นเวลา 3 ปี โดยได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยกัน ด้วย ความสามารถอันนี้ ทำให้อาจารย์ป๋วยได้รับทุน Leverhulme



เรียนจบธรรมศาสตร์แล้ว อาจารย์ป๋วยกับอาจารย์ เพื่อนนักศึกษา ที่ LSE ปี 2484 Studentships เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก แต่การศึกษาของอาจารย์ป๋วยต้องหยุดชะงักลงช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอาจารย์ป๋วยเข้าร่วมกับคนไทยในอังกฤษ ก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษขึ้นในปี 2485 และได้สมัครเป็นทหารในกองทัพอังกฤษ เริ่มจากพลทหารจนได้รับยศพันตรี เมื่อลาออกมาศึกษาต่อ เริ่มใหม่ในปี 2489

เมื่อรัฐบาลไทยทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นปลายปี 2484 ได้เรียกตัวคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและ อังกฤษกลับประเทศไทย แต่มีอยู่จำนวนหนึ่งไม่ยอมกลับ กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเอกอัครราชทูต ไทย ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้า สามารถเจรจาให้รัฐบาลอเมริกันยอมรับคณะเสรีไทย และกองทหาร เสรีไทยในสหรัฐได้ แต่กลุ่มคนไทยในอังกฤษเจรจาให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับคณะเสรีไทยเป็นกองทหาร เสรีไทยในอังกฤษไม่สำเร็จ รัฐบาลอังกฤษยอมให้เคลื่อนไหวได้แต่ต้องสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษ



อาจารย์ป๋วยเป็นหนึ่งในเสรีไทยในอังกฤษ ซึ่งสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษ งานชิ้นแรกก็คือเดิน ทางไปกับเรือดำน้ำจากลังกาเข้าอ่าวไทย เพื่อขึ้นบกที่ประเทศไทย แต่แผนการครั้งนี้ไม่สำเร็จ เพราะไม่ได้ รับสัญญาณติดต่อจากฝ่ายที่มาคอยรับในประเทศไทย จึงต้องเดินทางกลับพร้อมเรือดำน้ำ ต่อมาอาจารย์ ป๋วยถูกส่งเข้ามาโดดร่มในประเทศไทยและโดดลงมาบนทุ่งนาใกล้หมู่บ้านวังน้ำขาว อำเภอวัดสิงห์ ใน จังหวัดชัยนาท เป็นการลงผิดที่จากที่กำหนดไว้ให้ลงในป่า มีผลทำให้ทีมเสรีไทยทั้ง 3 คนถูกจับกุมและ ถูกนำตัวส่งเข้ากรุงเทพฯ ก่อนส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ อาจารย์ป๋วยถูกล่ามโซ่ไว้กับเสาบนศาลาในวัดวังน้ำขาว ซึ่งยังมีการเก็บรักษาเสาต้นนี้ไว้ที่หน้าโรงเรียนวัดวังน้ำขาว

อาจารย์ป๋วยเดินทางกลับถึงอังกฤษในเดือนธันวาคม 248816



บ้านและ ครอบครัว


อาจารย์ป๋วยแต่งงานกับมาร์กาเรต สมิธ (Margaret Smith) ซึ่งศึกษาชั้นปริญญาตรี สาขา สังคมวิทยาที่ LSE ในสมัยเดียวกันกับอาจารย์ ป๋วย ในราวต้นปี 2489 หลังจากอาจารย์ป๋วย ทำหน้าที่เสรีไทยเสร็จแล้ว และเดินทางกลับมาถึง อังกฤษเพื่อศึกษาต่อในชั้นปริญญาเอก


อาจารย์ป๋วยมีลูกชาย 3 คน คือ จอน (Jon)เกิด ที่กรุงลอนดอน ในเดือนกันยายน 2490 ไมตรี (Peter) เกิดในเดือนมีนาคม 2493 ที่กรุงเทพฯ และใจ (Jiles) เกิดเดือนตุลาคม 2496 ที่กรุงเทพฯ เช่นกันเมื่ออาจารย์ป๋วยกลับมารับราชการในประ เทศไทยแล้ว



อาจารย์ป๋วยและภรรยาดูแลลูกด้วยความอบอุ่น





บ้านของอาจารย์ป๋วยอยู่ที่ซอยอารีย์ 4 เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว