อาจารย์ป๋วย กับ การพัฒนา ชนบทและสังคม


อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เริ่มก่อร่างและสานงานพัฒนาชนบทในช่วงปลายแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ขณะนั้นท่านดํารงตําแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และคณบดีคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ท่านเป็นแกนหลักก่อต้ัง 3 โครงการเก่ียวกับการพัฒนาชนบทในช่วงปี 2510-2519 ดังนี้
• มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย (บชท.)
• สําานักบัณฑิตอาสาสมัคร (ส.บอ.)
• โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ําแม่กลอง

1. มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย (บชท.)

มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ จดทะเบียน ในประเทศไทยเป็นองค์กรแรก เมื่อราวปี 2510 Dr. Y.C.James Yen ประธานองค์การ International Institute of Rural Reconstruction (IIRR) เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเผยแพร่ แนวคิดการจัดตั้ง องค์การบูรณะชนบทภาคเอกชน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2510 คุณสุรเทิน บุนนาค สามีของท่านผู้หญิง มณีรัตน์บุนนาค ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (F.A.O.) ได้นำา ดร. เยนและคณะเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล หัวหิน

คณะที่ร่วมเข้าเฝ้าได้แก่ อาจารย์ป๋วย คุณเสนาะ นิลกำ าแหง และนายแพทย์เฉก ธนะสิริ เข้า เฝ้าตั้งแต่ 15.00-18.00 น. รวม 3 ชั่วโมงเต็มพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยในโครงการ พัฒนาชนบทเป็นอย่างยิ่ง ทรงซักถามแนวคิดงานพัฒนาชนบทของ IIRR อย่างละเอียดจาก ดร. เยน ดังนั้นระหว่างเดินทางกลับจากการเข้าเฝ้า ดร. เยนได้เอ่ยถึงความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และกล่าวว่า



ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้รับจากงานของ ดร. เยน อาจารย์ป๋วยได้ชักชวนนักวิชาการ นักการศึกษา นักธุรกิจ นักการคลัง นักการเมือง และเชื้อพระวงศ์บางท่าน ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่ง ประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2510 ในโอกาสนั้น นายเชาว์ เชาว์ ขวัญยืน ประธานบริษัทโรงกลั่น น้ำามันไทยออยส์ได้บริจาคเงิน ประเดิมเป็นทุนจดทะเบียนมูลนิธิฯ

อาจารย์ป๋วยได้รับเลือกด้วยมติเอกฉันท์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคนแรกของมูลนิธิฯ นายเสนาะ นิลกำแหง (ผู้บริจาคที่ดินเป็นสำนักประสานงานของมูลนิธิฯ อำเภอเมืองจังหวัดชัยนาท) เพื่อนร่วมขบวนการเสรีไทยสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนแรกของมูลนิธิฯ และนายแพทย์เฉก ธนะสิริ เป็นเลขานุการ ทั้งหมดนี้เป็นงานอาสาสมัคร ไม่มีค่าตอบแทนแต่อย่างใด

คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ได้เลือกจังหวัดชัยนาทเป็นเขตพื้นที่เป้าหมายในการปฏิบัติงาน พัฒนา หลังจากใช้เวลา 1 ปีเตรียมงานด้านต่างๆ รวมทั้งส่งบุคลากรชุดแรกไปฝึกอบรมหลักสูตรงาน พัฒนาชนบทที่สถาบันบูรณะชนบทนานาชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ เริ่มดำาเนินงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2512

จากผลงานของมูลนิธิฯ ในการทำางานพัฒนาชนบทในระยะแรก คณะกรรมการบริหารเห็น สมควรนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาตรับมูลนิธิฯ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวได้ ทรงรับมูลนิธิฯ อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2512และต่อมายังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อัญเชิญ พระมหาพิชัยมงกุฎประทับเหนือตราของมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534



แนวคิดหลักของ IIRR และมูลนิธิบูรณะชนบทฯ โดยสรุปคือ “การพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน” โดยเน้นการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ การประกอบอาชีพ การศึกษาเรียนรู้ สุขภาพอนามัย และการจัดองค์กร ชุมชน เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตชาวชนบทให้ดีขึ้นๆ เน้นการพัฒนา “คน” และ “องค์กรชุมชน” ส่งเสริม “การพึ่งตนเอง” และ “การร่วมมือ” ของคนในชุมชนเป็นหลักประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ ในสิ่งที่พ้นวิสัยของชุมชน ซึ่งต่างไปจากเดิมที่เน้นแต่การสงเคราะห์

บรรดานักพัฒนาที่เริ่มต้นปฏิบัติงานและเติบโตมากับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ ต่อมาเมื่อพ้นจากมูลนิธิฯ และไปสู่หน่วยงานอื่นได้เป็นผู้นำาแนวคิดการพัฒนาชนบทแบบผสมผสานไปเผย แพร่และขยายผลแก่หน่วยงานอื ่นด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่ามูลนิธิฯ ได้สร้างอิทธิพลทางความคิดด้านพัฒนา ชนบทให้แก่ภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างกว้างขวาง

งานของมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนความคิดและความพยายาม ของอาจารย์ป๋วยและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ที ่จะช่วยให้สังคมไทยพัฒนาไปสู ่สภาพที่พึงปรารถนา (ปฏิทินชีวิตจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน)

กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาชนบทครั้งสุดท้ายของอาจารย์ป๋วยก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้แก่ การไปปาฐกถาและให้การดูแลการจัดสัมมนาอาสาสมัครนานาชาติใน ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2-3 ตุลาคม 2519 ณ สำานักงานของมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ จังหวัดชัยนาท ท่านได้อุทิศเวลาอันมีจำากัดของท่านให้แก่งานของมูลนิธิฯ จนถึงนาทีสุดท้าย

นอกจากนี้ ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือพิมพ์ดาวสยามยังได้นำ าภาพถ่ายที่อาจารย์ ป๋วยถ่ายรูปร่วมกับผู้เข้าร่วมการสัมมนาที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดเลย มาตีพิมพ์และบิดเบือนว่าท่านร่วม สัมมนากับคอมมิวนิสต์รัสเซีย

ภาพประวัติศาสตร์ บรรยายโดย ส. ศิวรักษ์



ภาพนี้ฉายที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2518 เป็นที่ระลึกถึงการ สัมมนาว่าด้วย “เขื่อนผามอง : ปัญหาการตั้งรกรากใหม่และการเคลื่อนย้ายประชากร” และได้ตีพิมพ์ใน จุลสารของมูลนิธิโกมลคีมทอง ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2519 แต่แล้วพอเกิดเหตุการณ์อันอัปมงคลขึ้น เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมปีนั้น เจ้าหน้าที่ตำารวจได้นำ าภาพนี้มาเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม โดยวงกลมหน้าอาจารย์ป๋วย, อาจารย์เสน่ห์ จามริก, นายคำ าสิงห์ ศรีนอก และ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ รวมถึงฝรั่งอเมริกันซึ่งเป็นตัวแทนของคริสต์ ศาสนานิกายเควเกอร์ที่จัดสัมมนา ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “รัสเซียเคบีจี” พวกคอมมิวนิสต์

2. สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร

โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร ตั้งขึ้นด้วยเจตนาที่จะให้บัณฑิตจากสาขาวิชาต่างๆ ที่มีการเรียน รู ้แต่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสออกไปศึกษาเรียนรู ้และรับประสบการณ์จากนอกรั้วมหาวิทยา ลัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตชนบทไทย ฝึกให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนรวม มี จิตใจที่รักความเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และทำางานด้วยความชอบธรรม

ในฐานะคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่านได้ก่อตั้ง โครงการ ประกาศนียบัตรอาสาสมัครขั้นบัณฑิต โดยให้โครงการนี้สังกัดคณะเศรษฐศาสตร์ไปก่อนในช่วง 3 ปีแรกคือ ปี 2512-15 รุ่นแรกรับบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การคัดเลือก ใช้วิธีการสอบสัมภาษณ์ “อย่างเข้มงวด” ได้คัดเลือกบัณฑิตอาสาสมัครจำานวน 18 คน เป็นหญิง 14 คน และชาย 4 คน อาสาสมัครรุ่นแรกไปทำงานเป็นครูโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยกระจายไป อยู่ทั่วทุกภาค เหนือสุดที่แม่สะเรียง ตะวันตกที่แม่สอด ใต้สุดที่สุไหงโก-ลกตะวันออกเฉียงเหนือที่ บุรีรัมย์

รุ่นแรกนี้อาจารย์ป๋วยได้ทุ่มเทเวลาให้อย่างมาก ได้ออกไปเยี่ยมบัณฑิตอาสาอย่างทั่วถึง และยังได้ ตอบจดหมายของบัณฑิตอาสาสมัครด้วยตนเองทั้งที่ส่งโดยตรงถึงเจ้าของจดหมายและลงพิมพ์ในจดหมาย ข่าว “เพื่อนพ้อง” ตั้งแต่รุ่นที่ 2 เป็นต้นไปได้ขยายการรับสมัครบัณฑิต ครอบคลุมทุกมหาวิทยาลัย

ปี 2515ได้โอนโครงการนี้จากคณะเศรษฐศาสตร์ไปขึ้นตรงกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” พร้อมทั้งได้ขยายกิจการกว้างขวางออกไป กล่าวคือนอกจาก งานสอนใน โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาแล้ว ยังได้ขยายการสอนในระดับประถมศึกษา โดยเน้นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารทั้งบนพื้นราบและบนที่สูง (หมู่บ้านชาวไทยภูเขา) นอกจากการสอนตาม หลักสูตรแล้วยังให้ความรู้ด้านอนามัย โภชนาการ และการเกษตร และในระยะหนึ่งได้รับบุคลากรที่ส่งมา จากกองทัพบกและตำารวจเข้าร่วมโครงการด้วย



ช่วงที่อาจารย์ป๋วยได้อุทิศเวลาให้แก่บัณฑิตอาสามากที่สุดคือรุ่นที่ 1-4 ส่วนรุ่นต่อๆ มาจนถึงปี 2519 อาจารย์ป๋วยจะไปเยี่ยมแทบทุกรุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบัณฑิตอาสาสมัครที่ไปอยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร มักได้รับกำลังใจจากท่านเป็นพิเศษ หมู่บ้านที่บัณฑิตอาสาฯ ไปอยู่บางแห่งรถเข้าไม่ถึง ต้องลงจากรถแล้วเดินเท้าลุยโคลนต่อไปอีกเป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ไปกลับ 6-7 ชั่วโมงในการเดินทางแบบ นี้อาจารย์ป๋วยมักเดินนำาหน้าลิ่วด้วยอารมณ์อันแจ่มใส



3. โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง

ในช่วงที่อาจารย์ป๋วยไปสอนหนังสือและทำวิจัยด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 2515-16 นั ้น ท่านได้ติดต่อและเตรียมการที่จะเริ่มงานชิ้นใหม่ซึ่งเป็นการ แสวงหาคำาตอบเกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการพัฒนาชนบท สำ าหรับปรับใช้ในแต่ละชุมชนซึ่งมี ลักษณะและปัญหาแตกต่างกัน

ท่านได้ชักชวนกลุ่มนักวิชาการในมหาวิทยาลัยหลายแห่งของไทยมาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาการดำ เนินงานเพื่อชนบทของภาครัฐบาลที่ผ่านมา และได้ข้อสรุปว่า แม้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินงานหลายอย่างเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตชนบทไทย แต่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริงๆ จากกิจการ ของภาครัฐยังต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ปัญหาต่างๆ จึงยังมีอยู่มากมาย อาทิ เกษตรกรขาดเงินทุนหมุน เวียน การเผยแพร่ วิทยาการใหม่ๆ ให้ถึงมือราษฎรไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประชาชนในชนบทมีฐานะยากจน มีสุขภาพและอนามัยไม่สมบูรณ์ ได้รับการศึกษาไม่เต็มที่และไม่สามารถช่วยตัวเองได้เท่าที่ควรทั้งนี้แสดง ว่าการแก้ไขเพียงด้านใดด้านหนึ่งหรือการแก้ไขโดยแยกแต่ละด้านออกจากกัน ย่อมไม่ได้ผลเท่าที่ควร

อาจารย์ป๋วยและกลุ่มนักวิชาการดังกล่าวจึงมีความเห็นว่าการพัฒนาชนบทไทยควรใช้รูปแบบการ พัฒนาแบบผสมผสานหรือแบบเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลการพัฒนาชนบทควรคำนึง ถึงกิจกรรมการพัฒนาทุกด้านให้สอดคล้องและเกื้อหนุนซึ่งกันและกันกับการดำเนินชีวิตของชาวชนบท อาทิ การรวมกลุ่ม การประกอบอาชีพการศึกษาเรียนรู้ สุขภาพอนามัย ฯลฯ เพื่อมุ่งให้ชาวชนบทแก้ปัญหา ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกปัญหา การวิเคราะห์สาเหตุ และทางออก การวางแผน และการลงมือแก้ไขร่วมกัน อันจะนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองได้ในที่สุด

อาจารย์ป๋วยจึงได้เชิญชวนอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมก่อตั้ง “โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง” โดยการระดม อาจารย์ และบุคลากรจากมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งดังกล่าวซึ่งต่างมีทักษะคนละแนว ให้มาร่วมกันทำงานทั้งใน ระดับการปฏิบัติงานภาคสนาม และการนำ าข้อมูลจากสนามมาศึกษาวิจัย ทั้งนี้เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบและกระบวนการพัฒนาชนบทที ่เหมาะสม โดยคำนึงถึงโครงสร้างสังคมและ วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคในไทย โดยเริ่มจากเขตลุ่มน้ำแม่กลองในภาคกลาง เพื่อจะ ได้นำเสนอต่อรัฐบาลสำหรับปรับใช้ในการพัฒนาชนบทไทยให้กว้างขวางออกไป



แผนการดำเนินโครงการฯ แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่หนึ่ง (มกราคม 2517 ถึงพฤษภาคม 2518) สำารวจข้อมูลพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การสาธารณสุขและอนามัย และสังคมโดยการสำรวจสุ่มตัวอย่างทั่วบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง รวมทั้งการสำรวจลักษณะของดินที่ใช้ทำการเพาะปลูกในแต่ละท้องที่วัตถุประสงค์ของการสำรวจวิจัย ในระยะที่หนึ่งเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและดำเนินงานในระยะที่สอง

ระยะที่สอง (มิถุนายน 2518 ถึงมิถุนายน 2520) เป็นระยะปฏิบัติงานการพัฒนาชนบทในท้องที่ซึ่งได้คัดเลือกไว้ 6 แห่ง เพื่อศึกษากระบวนการในการพัฒนาชนบท และหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด ตลอดจนเจาะลึกรายละเอียดของปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในท้องที่ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเสนอรูปแบบและวิธีการพัฒนาชนบทในเขตลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและ ดำเนินการต่อไป

ระยะที่สาม (เริ่มตั้งแต่ปี 2520) นำเสนอรูปแบบและกระบวนการพัฒนาชนบท สำหรับ เขตล่มน้ำแม่กลอง เพื่อให้รัฐบาลเห็นชอบและกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล จากนั้น กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมมือกันดำเนินงานอย่างจริงจัง โดยทั้ง 3 มหาวิทยาลัย จะให้ความร่วมมือทางด้านเทคนิค ผู้ชำนาญ ตลอดจนการประเมินผลเป็นระยะๆ ต่อเนื่องกันไป

โครงการนี้ได้เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่เดือนมกราคม 2517 โดยอธิการบดีทั้ง 3 มหาวิทยาลัย คือ ม.จ. จักรพันธุ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. อดุล วิเชียรเจริญรักษาการ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ นพ. กษาน จาติกวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหิดล ได้ร่วมกันลงพระนาม/นามในข้อตกลง

การจัดองค์กรประกอบด้วยคณะกรรมการนโยบายซึ่งเป็นตัวแทนจากมหาวิทยาลัยทั ้ง 3 แห่ง คณะกรรมการอำนวยการเพื่อบริหารโครงการฯ โดยอาจารย์ป๋วยรับเป็นผู้อำานวยการโครงการ

ในแต่ละท้องที่ทดลองปฏิบัติงานพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน มีทีมทำงานประจำท้องที่ซึ่ง ประกอบด้วยหัวหน้าทีม 1 คน เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหนึ่งในสามแห่งและมีลูกทีมจาก มหาวิทยาลัย 3 แห่งๆ ละ 1 คน ทีมทำงานดังกล่าวอยู่ประจำในหมู่บ้านโดยแยกย้ายไปพักอาศัยอยู่กับชาวบ้าน ทีมมีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ การประสานงานระหว่างชาวบ้าน หน่วยราชการ และคณะกรรมการ อำานวยการของโครงการฯ และรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากภาคสนามส่งให้กับนักวิจัยของ โครงการฯ เพื่อนำไปศึกษาวิเคราะห์ต่อไป



โครงการนี้เริ่มดำเนินงานก่อนที่อาจารย์ป๋วยจะเข้ารับตำแหน่งอธิการบดีเพียงเล็กน้อย (อาจารย์ป๋วยอยู่ในตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 30 มกราคม 2518 ถึง 6 ตุลาคม 2519) นับตั้งแต่ท่านเข้ารับตำแหน่งอธิการบดี ขณะนั้นกระแสความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยกับฝ่ายอนุรักษนิยมในสังคมไทยกำลังทวีความรุนแรงอย่างยิ่ง อาจารย์ป๋วยในฐานะอธิการบดี มธ. ในขณะนั้นได้กลายเป็นเป้าการโจมตีของทั้ง 2 ฝ่าย ลำพังงานใน ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้สร้างความเหน็ดเหนื่อยอย่างมากทั้งกายและใจให้แก่ อาจารย์ป๋วย แต่ท่านยังต้องรับภาระการดำาเนินโครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลองและภาระอื่นๆ อีกมากมายในเวลาเดียวกัน

ตามแผนปฏิบัติงานที่กำาหนดไว้ โครงการฯ จะสิ้นสุดการดำาเนินงานระยะที่สองในเดือน มิถุนายน 2520 แต่แล้วบ้านเมืองก็เกิดเหตุวิปริตเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลสะเทือน อย่างรุนแรงต่อโครงการฯ จนถึงขั้นที่ต้องล้มเลิกโครงการนี้ไปกลางคัน และความหวังที่จะค้นหาคำตอบ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาชนบทที่เหมาะสมสำาหรับประเทศไทยต้องสลายไปด้วย

หากโครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลองได้มีโอกาสดำเนินการจนถึงระยะที่สาม และหาก อาจารย์ป๋วยยังมีโอกาสทำ างานด้านการพัฒนาชนบทต่อไป นโยบายการพัฒนาชนบทของภาครัฐบาลน่า จะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ประชาชนในชนบทจะสามารถพึ่งตนเองได้มากกว่านี้ และระบบอุปถัมภ์ ในเขตชนบทก็จะเจือจางลงไปโดยปริยาย ชาวชนบทจะมีอิสระในการลงคะแนนเลือกตั้งผู้แทนระดับต่างๆ และประชาธิปไตยเมืองไทยจะพัฒนาต่อไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม