รับราชการช่วงที่สอง (2502-2519)

 

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
(2502-2504)





ในปี 2502 มีการจัดตั้งสำนักงบประมาณขึ้นสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยแยกงานงบประมาณออกจาก กรมบัญชีกลาง อาจารย์ป๋วยซึ่งเป็นทีปรึกษาทางเศรษฐกิจการคลังประจำสถานทูตไทยในอังกฤษ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำานักงานงบประมาณคนแรกเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2502 งานชิ้นแรกคือการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ โดยยกเลิกกฎหมายทั้งหมดที ่มีอยู ่ ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 เพื่อให้เป็นกฎหมายในการจัดทำและ การบริหารงบประมาณของไทยตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ท่านยังได้ปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติ ทางการคลังที่สำคัญดังนี้

1. วิธีการงบประมาณ มีการรวมงบประมาณรายจ่ายสามัญและวิสามัญเข้าด้วยกันเรียกว่า งบรายจ่ายประจำ แยกรายจ่ายงบลงทุนออกเรียกว่ารายจ่ายงบลงทุนจำแนกวิเคราะห์รายจ่ายแยก ประเภท เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข การป้องกันประเทศ เป็นต้นเพื่อให้มองเห็นได้ชัดว่ามี การจัดสรรงบประมาณไปเพื่อประโยชน์ของประเทศในด้านใดบ้าง

2. เดิมทีการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ามาก ส่งผลให้บริษัทเอกชนต้องขายสินค้าและบริการให้ รัฐบาลในราคาสูงกว่าปกติ อาจารย์ป๋วยได้ปรับปรุงระเบียบการเบิกจ่ายเงินโดยเลียนแบบระบบของ อังกฤษ กระจายอำนาจออกไปยังกระทรวงต่างๆ ให้แต่ละกระทรวงแต่งต ้งข้าราชการทำหน้าที่ตรวจการ ขอเบิกจ่ายเงินแทนกรมบัญชีกลาง เมื่อตรวจจนพอใจแล้วแต่ละกระทรวงสามารถจ่ายเงินได้เลย โดยเขียนใบสั่งจ่าย ซึ่งปลัดกระทรวงกับเจ้าหน้าที่การคลังเป็นผู้ลงนาม ใบสั่งจ่ายนี้เอกชนผู้รับเงิน สามารถนำไปขึ้นเงินหรือเข้าบัญชีธนาคารใดๆ ก็ได้ ไม่ต้องมีการวางฎีกาที่หน่วยงานใดอีกเลยทำาให้ การเบิกจ่ายเงินรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. รายได้แผ่นดิน อาจารย์ป๋วยเสนอให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีทางตรงอย่างอื่นให้มากขึ้น เพราะการที่ รัฐบาลมีรายได้ทางอ้อมโดยเฉพาะภาษีศุลกากรนั้น หากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าตกต่ำาลง รายได้ รัฐบาลก็ต่ำาด้วย เสนอให้แก้ไขระบบภาษีอากรให้ง่ายขึ้น แก้ไขระเบียบภาษีอากรให้รัดกุมภาษีที่มีอัตรา ที่สูงควรลดให้ต่ำ าลง เพื่อให้การเลี่ยงภาษีน้อยลง เสนอการปรับปรุงวินัยและการปฏิบัติงานของ เจ้าหน้าที ่ทางภาษีอากรควบคู่กันไป ในส่วนของรัฐวิสาหกิจควรมีภาพรวมการลงทุนและบัญชีกำ าไรขาดทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดในงบประมาณประจำ าปีของรัฐบาลด้วย



หลังจากจัดระบบงานจนเข้ารูปแล้วท่านลาออกจากตำ าแหน่งนี้เมื่อ 30 กันยายน 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 ขณะที่อาจารย์ป๋วยเดินทางไปประชุมคณะมนตรีดีบุกที่กรุงลอนดอนได้เกิด เหตุการณ์ที่กระทบถึงฐานะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ด้วย อาจารย์ป๋วยบันทึกไว้ว่า



ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (2502-2514)


อาจารย์ป๋วยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนที่ 7 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2502 เป็นเวลาถึง 12 ปี นับเป็นผู้ว่าการฯที่อยู่ในตำแหน่งที่ยาวนานที่สุด ท่านลาออกจากตำ าแหน่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2514 ตลอดสมัยที ่ท่านเป็นผู ้ว่าการฯ จัดได้ว่าเป็นสมัยที ่ธนาคารแห่งประเทศไทย ปลอดจากอิทธิพลการเมืองมากที ่สุด ผู ้มีอำ านาจทางการเมืองและบรรดานายธนาคารทุกคนให้ความ เกรงใจเพราะเชื ่อมั ่นในความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน และเป็นยุคที่เงินบาทได้รับ ความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ ค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 20–21 บาทต่อดอลลาร์มาตลอดในช่วง 12 ปี ที่ท่านเป็นผู้ว่าการฯ

อาจารย์ป๋วยมีบทบาทสำ าคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยการดำเนินนโยบายการ เงินที ่รอบคอบ และสอดคล้องกับนโยบายการคลังในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศ มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นทั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งท่าน สามารถใช้ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังเป็นเครื ่องมือเพื ่อสร้างและรักษาเสถียรภาพใน ระบบเศรษฐกิจ ทฤษฎีที ่อาจารย์ป๋วยใช้ท่านเรียกว่า ทฤษฎีลูกโป่งสามลูกสูบ ซึ ่งถือว่าในระบบ เศรษฐกิจนั้นมีปัจจัยที่ทำาให้เศรษฐกิจการเงินเปลี่ยนแปลงอยู่ 3 ตัวคือ



1. ปั๊มการคลัง สูบเข้าสูบออกเป็นรายได้รายจ่าย
2. ป๊มการเงินระหว่างประเทศ มีการชำระเงินเข้าประเทศและเงินไหลออกนอกประเทศ ทั้งเงินจากการค้า และเงินโอนเพ่อวัตถุประสงค์อื่น
3. ปั๊มการเงินภายในประเทศ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยปั๊มเงิน เข้า-ออกได้ และการขยายเครดิตของ ภาคธนาคาร ถ้าเครดิตขยายมาก และปั๊มเงินเข้าระบบมาก ลูกโป่งก็จะโต เงินก็จะเฟ้อ ลูกโป่งก็จะลอย

ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการคลัง ด้านการเงินระหว่างประเทศด้านการเงินภายในประเทศต้องใช้ มาตรการการคลังและมาตรการการเงินให้เหมาะสมให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีอยู่อย่างพอเหมาะพอ สมควรในแต่ละจังหวะ ไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อหรือเงินฝืดขึ ้น หากในขณะใด มีปัจจัยภายในหรือภายนอก ประเทศ มากระทบทำาให้เสียเสถียรภาพไปก็จะต้องใช้มาตรการหรือเครื ่องไม้เครื ่องมือในการปั ๊มแต่ละ ช่วงให้ถูกต้อง แก้ไขสถานการณ์เพื่อให้กลับไปอยู่ในภาวะที่มีเสถียรภาพ



นอกจากนี้อาจารย์ป๋วยยังได้ริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรและตลาดตัวเงินคลัง พร้อมทังกำหนด แนวทางในการดำเนินมาตรการนโยบายการเงิน เพื่อดูแลปริมาณเงินให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนการกำหนดค่าเสมอภาคเงินบาทให้เอื้อต่อดุลการชำระเงินระหว่างประเทศและให้มีทุนสำรอง ระหว่างประเทศที่เพียงพอ เป็นการวางรากฐานในการดำาเนินมาตรการนโยบายการเงินในลักษณะเดียว กับที่ปฏิบัติอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว สร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานของธนาคารชาติให้เทียบเท่าสากล

ในด้านการกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินนั้น ท่านเห็นว่าสถาบันการเงินเป็นตัวกลางที่ช่วยให้ เกิดการออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ ระบบ เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพได้ ระบบการเงินจะต้องพัฒนาอย่างมั่นคงควบคู่ไปด้วย

จึงมีความจำ าเป็นต้องเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะธนาคารที่เป็นของคนไทย เริ ่มด้วยการแก้ไขกฎหมายเกี ่ยวกับธนาคารพาณิชย์จนประกาศใช้พระราชบัญญัติ ธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 ให้อำ านาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการควบคุมดำเนินงานของธนาคาร พาณิชย์ตามหลักสากล นับเป็นกรอบที่สำ าคัญของระบบธนาคารพาณิชย์สมัยใหม่ที่เสริมพื้นฐานของ ระบบธนาคารของประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น



เพื่อป้องกันธนาคารพาณิชย์ต่างชาติขยายตัวจนครอบงำเศรษฐกิจของไทย ใน พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มีมาตราที่ระบุให้ธนาคารพาณิชย์ไทยเท่านั้นที่จะสามารถขยายสาขาใน ประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นการปูทางให้ธนาคารพาณิชย์ไทยเติบโตอย่างรวดเร็วและมีส่วนแบ่งตลาดครอบคลุม เศรษฐกิจของไทยได้มากกว่าธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ

ขณะที่เป็นผู้ว่าการฯอาจารย์ป๋วยเอาใจใส่ในความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ไทยอย่างจริงจัง เมื่อธนาคารไทยพัฒนาขยายตัวรวดเร็ว จนฐานะการเงินอ่อนแอจนใกล้จะล้มละลายอาจารย์ป๋วยได้เข้าจัดการ โดยชักชวนธนาคารพาณิชย์ไทยอื่นๆ ให้เข้าร่วมเพิ่มทุนและดูแลปรับปรุงกิจการของธนาคารนี้ จนฟื้น กลับมาให้บริการลูกค้าได้ดังเดิม

อาจารย์ป๋วยเป็นผ้ว่าการฯ ท่บริหารงานครบทุกด้านในด้านสถานท่ทำางาน ท่านได้ดำเนินการ จนได้วังบางขุนพรหมมาเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และใช้เป็นสถานที่ทำงาน ต่อมาจน ทุกวันนี้ในด้านการพนักงาน ท่านได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านการพนักงาน โครงสร้างเงินเดือน และโครง สร้างสวัสดิการ เพื่อดูแลพนักงานให้มีความมั่นคงในสถานภาพการทำงาน และมีรายได้ที่เพียงพอแก่ การครองชีพ นอกจากนี้ท่านยังได้จัดตั ้งโรงพิมพ์ธนบัตรไทยเพื่อพิมพ์ธนบัตรใช้เอง โดยเปิดโรงพิมพ์ ธนบัตรครั้งแรกในปี 2512

คุณูปการเรื่องหนึ่งซึ่งอาจารย์ป๋วยทำ าไว้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็คือการสร้างบุคลากรที่มี ความสามารถเพื่อรองรับความก้าวหน้าของธนาคารฯ ท่านได้ริเริ่มโครงการนักเรียนทุน โดยให้ทุนแก่ นักเรียนที่สำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลายให้สอบแข่งขันเพื่อส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศในสาขาที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการโดยส่งไปศึกษาหลายๆ ประเทศ เพื่อนำ าความรู ้ที่หลากหลายมาปรับ ใช้ ต่อมาได้เพิ่มทุนแก่ผู้ที่สำเร็จปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศเพื่อเรียนต่อทั้งปริญญาโท และปริญญาเอกอีกด้วย



นักเรียนทุนเหล่านี้ได้กลับมาทำงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทยและก้าวหน้าเป็นกำลังสำคัญให้แก่ธนาคารกลางของชาติทุกด้านอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้มีนักเรียนทุนที่ได้ก้าวหน้าจนเป็นผู้ว่าการ 4 คนแล้วและยังมีอีกมากที่สามารถรับใช้ชาติในด้านนี้ได้อย่างต่อเนื่อง



ผู้อำนวยการสำานักงาน เศรษฐกิจการคลัง (2505-2510)


ก่อนการตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมีกองเศรษฐกิจการคลังและกองสถิติอยู่ในสำนักงานปลัด กระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ทางวิชาการของกระทรวง ต่อมาปี 2502ได้มีการปรับปรุงแบ่งส่วนราชการ ใหม่ให้เหมาะสมโดยในเดือนตุลาคม 2504 มีพระราชบัญญัติปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการกระทรวง การคลังกำหนดให้มีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังสังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็น เสนาธิการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในการดำาเนินการศึกษาแนวโน้มและกิจการอันสำคัญ ต่างๆ ทางการคลังเพื่อให้คำแนะนำ าและช่วยแหลือทางวิชาการเสนอแนะนโยบายด้านการคลังของประเทศ ต่อรัฐมนตรี

แต่ยังไม่มีการตั้งส่วนราชการนี้จนกระทั่ง 1 ตุลาคม 2505 จึงมีคำาสั่งแต่งตั้งให้อาจารย์ป๋วยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังคนแรก พร้อมทั้งโอนข้าราชการจากกองเศรษฐกิจการคลัง และกองสถิติที่อยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังจำนวน 23 คน มาปฏิบัติในหน่วยงานนี้ สำนักเศรษฐกิจยุคอาจารย์ป๋วยเป็นที่รวมเหล่านักเศรษฐศาสตร์คนดัง ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา อาทิ

นายชาญชัย ลี้ถาวร  :  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปี 2522-2523
นายนุกูล ประจวบเหมาะ  :  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2522-2527 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปี 2534-2535
นายบัณฑิต บุณยะปานะ  :  ปลัดกระทรวงการคลัง ปี 2535-2536
นายอรัญ ธรรมโน  :  ปลัดกระทรวงการคลัง ปี 2536-2538
นายจำลอง โต๊ะทอง  :  กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ปี 2519-2532
นายไกรศรี จาติกวณิช นายมนัส ลีวีระพันธุ์ นายสุนทร เสถียรไทย  :  ข้าราชการชั้นอธิบดีของ กระทรวงการคลัง



ต่อมามีการรับคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นเศรษฐกรจากต่างประเทศเข้ามาร่วมงานเพิ่มขึ้นอีกหลายคน ซึ่งหนึ่งในจำนวนคนรุ่นใหม่ชุดนี้คือ ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล ได้ก้าวหน้าไปจนเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ปี 2538-2540 และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2541-2544

ดร. เสริม วินิจฉัยกุล ปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้นถึงกับเอ่ยปากว่า



กล่าวได้ว่า อาจารย์ป๋วยเป็นผู้วางรากฐาน การทำงานของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านการสร้างวินัยการคลังเพื่อดูแลวินัยการใช้จ่ายของรัฐบาลให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และ ควบคุมการก่อหนี้ภาครัฐด้วยการจำกัดการกู้ยืมของรัฐบาลในแต่ละปีให้ไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงิน งบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยป้องกันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสมัยต่อๆมา ก่อหนี้ เกินขอบเขตอย่างได้ผล นอกจากนี้ยังวางแนวทางในการเสนอแนะนโยบายการคลังที่เหมาะกับสภาวะ เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งยังถือปฏิบัติกันต่อมาทุกวันนี้

รางวัลแมกไซไซ


ด้วยผลงานมากมายที่ปฏิบัติในช่วงปี 2492-2508 อาจารย์ป๋วย จึงได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาการทำงานภาครัฐ (governmentservice) โดยรางวัลระบุข้อความดังนี้




Puey Ungphakorn
1965 Ramon Magsaysay Award
for
Government Service
in recognition of dedication, unquestioned inlegrity
and a high order of professional skill brought to
the management of Thailand’s public finance.
Manila on 31 August 1965

รางวัลแมกไซไซ พ.ศ. 2508
สาขาการทำางานภาครัฐ
แด่ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ผู้ได้รับการยอมรับในความทุ่มเทอุทิศตน ความซื่อตรงโปร่งใส
และความรู้ความสามารถอย่างเหนือชั้น
ในการบริหารการคลังของประเทศไทย
กรุงมะนิลา วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2508

ส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณในพิธีมอบรางวัลแมกไซไซ ระบุว่า



Guillerno Santos ทรัสตีมูลนิธิรางวัลรามอน แมกไซไซ
ให้การต้อนรับอาจารย์ป๋วย ซึ่งเดินทางไปรับรางวัลในสาขาการทำางานภาครัฐ ในปี พ.ศ. 2508

 

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
(2507-2515)


กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในสมัยนั้น ทรงบันทึกไว้ว่า



ตลอดระยะเวลา การดำารงตำาแหน่งคณบดี 8 ปี ท่านได้ปรับปรุงคณะเศรษฐศาสตร์ อย่างมาก นับเป็นก้าวกระโดดที่สำาคัญ ได้แก่

• การสร้างอาจารย์ประจำาจาก 6 คน เป็น 60 คน หาทุนส่งไปศึกษาต่างประเทศ ส่งเสริมบทบาทของอาจารย์ให้ทำหน้าที่อื่นๆ เช่น การวิจัย การให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานหรือช่วยงานบริการ สังคมภายนอก

• ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ ที่ได้มาตรฐานหลักสูตรแรกของไทย และเปิด สอนปริญญาภาคค่ำในปีการศึกษา 2509

• เปิดสอนระดับปริญญาตรีภาษาอังกฤษในปี 2509 และตั้งโครงการปริญญาโทภาษาอังกฤษ ในปีการศึกษา 2511 จนคณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุด แห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชีย ต่อมาก็ได้ปรับปรุงโครงการปริญญาโทภาษาไทยด้วย

• จัดตั้งห้องสมุดคณะเศรษฐศาสตร์ เปิดบริการเมื ่อเมษายน 2508เพื่อสะสมเอกสารวิชาการ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าของนักศึกษาและอาจารย์ จากห้องสมุดเล็กๆ จนกลายเป็น ห้องสมุดเฉพาะสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มีหนังสือและเอกสารการวิจัยมากที่สุด ซึ่งต่อมาห้องสมุดนี้ได้ชื่อว่า “ห้องสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์”



• ในด้านดำาเนินงานของคณะเศรษฐศาสตร์ก็มีการปรับปรุงการบริหารงานในคณะให้มี โครงสร้างกรรมการประจำคณะเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมอาจารย์และ ข้าราชการและผู้แทนที่มาจากสมาคมเศรษฐศาสตร์ ศิษย์เก่าก่อสร้างตึกใหม่คณะเศรษฐศาสตร์กวดขัน คุณภาพและการอบรมนักศึกษาโดยให้ความสำคัญต่อคุณธรรมนักศึกษาเคร่งครัดต่อความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยคำาสั่ง “ทุจริตในห้องสอบ มีโทษไล่ออกสถานเดียว”

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2518-2519)


น้อยคนที่จะรู้ว่าความปรารถนาของอาจารย์ป๋วยไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นเรื่องของการศึกษาและ การพัฒนาชนบท อาจารย์ป๋วยต้องการยกมาตรฐานทางวิชาการธรรมศาสตร์และนำามหาวิทยาลัยกลับ ไปสู่ประชาชน ด้วยการเข้าไปพัฒนาชนบท ท่านเคยกล่าวไว้ว่า



นับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขธรรมศาสตร์คนแรกที่ได้เป็นอธิการบดี ตลอดระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน 8 วัน ในตำาแหน่งนี้ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นกับบ้านเมืองและพัวพันกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับเป็น ผู้บริหารที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ งานที่ท่านวางรากฐานที่สำคัญไว้ คือ
• การริเริ่มขยายมหาวิทยาลัยไปรังสิต เป็นวิทยาเขตแห่งที่ 2 โดย แลกพื้นท่นี้กับนิคม อุตสาหกรรมบางชัน เสนอบรรจุโครงการนี ้อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520-2524 โดยเป็นโครงการต่อเนื่อง 20 ปี
• ริเริ่มปรับปรุงโครงสร้างทางวิชาการ การบริหารและงานธุรการ โดยเริ่มจากโครงสร้างทาง วิชาการที่อาจารย์ป๋วยมีแนวคิดว่าธรรมศาสตร์มีความพร้อมทางด้านสังคมศาสตร์มานานแล้ว ทิศทางต่อไป คือการขยายไปในทางวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่ทั้ง 2 สาขาวิชาสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้
• แม้แต่แนวคิดเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล ท่านก็ริเริ่มให้ตั้งคณะทำ งานเพื่อศึกษา รูปแบบและความเป็นไปได้ในการนำามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกจากระบบราชการ
• มีการปรับปรุงหลักสูตรพื้นฐานและกำหนดให้คณะต่างๆ ปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรี ครั้งใหญ่ ให้นักศึกษาเลือกเรียนวิชาที่ตนถนัดได้อย่างกว้างขวาง
• ทบทวนวิธีการรับนักศึกษาโดยให้โอกาสแก่นักเรียนชนบทมากขึ้น ซึ่งได้รับการสานต่อจาก อธิการบดีคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรีในโครงการนักเรียนเรียนดีจากชนบทหรือโครงการช้างเผือก
• โครงการตำรา เพื่อให้อาจารย์ช่วยกันแปลหรือผลิตตำราภาษาไทยเพื่อใช้สอนในสาขาวิชา ต่างๆ

ธรรมศาสตร์กับการรับใช้สังคม เกิดจากการที่อาจารย์ป๋วยกล่าวย้ำเสมอว่ามหาวิทยาลัยอยู ่ได้ด้วยภาษีอากรและเงินอุดหนุนจากประชาชนมหาวิทยาลัยจึงถือเป็นหน้าที ่สำคัญในการให้บริการทาง วิชาการแก่สังคมเป็นการตอบแทน ในเวลานั้นคณะต่างๆ ได้จัดทำาการบริการสังคม เช่น
• คณะนิติศาสตร์เริ่มโครงการกฎหมายสู่ชนบท
• คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์เปิดโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษา ในสลัมคลองเตย
• โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร
• โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง โดยอาจารย์ป๋วยชวนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าร่วมทำด้วย
• โครงการเสริมศึกษาซึ่งเกิดตามแนวคิดของอาจารย์ป๋วย เรื่องการศึกษาต่อเนื่องหรือ การศึกษาตลอดชีวิตที่ให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้างแก่ผู้ที่ต้องการแสวงหาแต่ขาดโอกาสโดยมีหลักการเด่น ชัดคือ ไม่มีการให้ปริญญา



ท่ามกลางพายุร้ายซ้ายกับขวาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พลังนักศึกษาได้รับการ ยกย่องจนสามารถทำาการใดๆ ก็ได้เกินขอบเขตหน้าที่ เพราะทำเลที่ตั้งเหมาะสมธรรมศาสตร์กลายเป็น สถานที่จัดกิจกรรมทางการเมืองของทุกองค์กร ขณะเดียวกันก็มีขบวนการต่อต้านักศึกษาขึ้นมาหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง อาจารย์ป๋วยได้พยายามหาทางป้องกันและแก้ไขตลอดเวลา เมื่อ 4 ตุลาคม 2519 มีการชุมนุมที่สนามหลวงแล้วย้ายเข้ามาในธรรมศาสตร์ มีการแสดงการแขวนคอผู้แสดง คนหนึ่งซึ ่งหนังสือพิมพ์ได้ตกแต่งภาพให้มีใบหน้าคล้ายพระบรมโอรสาธิราชเพื่อยั่วยุให้เกลียดชังนักศึกษา วิทยุยานเกราะออกข่าวยั่วยุให้ฆ่านักศึกษาประชาชนที่อยู่ในธรรมศาสตร์ จนในที่สุดมีกำลังทหารและ ตำารวจบุกเข้าจับกุมและสังหารผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ต่อเนื่องถึงเช้าในวันที่ 6 ตุลาคม และยั่วยุให้ลูกเสือชาวบ้านประชาทัณฑ์อธิการบดีธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยเห็นว่าอยู่ไปก็ไม่เกิด ประโยชน์ จึงขอลาออกจากอธิการบดีในวันที่ 6 ตุลาคม 2519และเดินทางออกนอกประเทศเพื่อความ ปลอดภัยในชีวิตในคืนวันนั้นไปพำานักอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

อาจารย์ป๋วยให้สัมภาษณ์นักข่าวก่อนขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519