ป๋วยกับโครงการพัฒนาชนบท

ด้วยสำนึกว่า “นอกจากเกิดเมืองไทย กินข้าวไทยแล้ว ยังได้รับทุนเล่าเรียนรัฐบาลไทย คือเงินของชาวนาชาวเมืองไทย ไปเมืองนอก แล้วผูกพันใจว่าจะรับราชการไทยด้วย” อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ไม่ลังเลใจที่จะปฏิเสธงานที่บริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศเสนอมาหลังจากได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยลอนดอนในพ.ศ. 2492

หลังจากได้วางพื้นฐานระบบเศรษฐกิจไทยตลอดทศวรรษ 2490-2500  ด้วยการที่ได้รับตำแหน่งที่ดูแลเศรษฐกิจไทยใน 3 ตำแหน่งหลักคือการ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (2502-2514) ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง (2505-2510) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี (2502-2504) จนท่านได้ข้อสรุปเมื่อได้ทบทวนตัวเองในข้อเขียน “เหลียวหลัง แลหน้า” ในโอกาสครบ 60 ปี ของตัวเอง

ผมเสียดายที่รู้สึกว่าได้บกพร่องในการพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ คือ ดูแต่ความเจริญเติบโตของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่เฉลียวถึงความยุติธรรมในสังคม ข้อนี้จึงพยายามแก้ด้วยการพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง

หนังสือเหลียวหลังแลหน้า

มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย พืชพันธุ์ของการพัฒนาชนบท

http://www.trrm.org/

อาจารย์ป๋วย ได้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยขึ้นในปี 2510 โดยนำแนวคิดมาจาก ดร.วาย ซี เจนส์ เยน (Dr. Y.C. Yen) ประธานองค์การ Institute of International Rural Reconstruction (I.I.R.R.) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์   ในการต่อสู้ระบบคอมมิวนิสต์ในจีนด้วยการใช้หลักการพัฒนาชนบทและแนวคิดในการจัดตั้งองค์กรพัฒนาชนบทโดยภาคเอกชนในประเทศไทย ณ วังสวนผักกาดด้วยสถานที่ที่เหมาะสมแห่งนี้ประกอบกับบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของ ดร.เยน ทำให้บรรยากาศในวันนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างยิ่ง
สาระสำคัญในการทำงานพัฒนาชนบท ดูได้จากสุนทรพจน์ของ ดร.เยน ที่จับใจผม  จนสามารถจดจำไว้มิรู้ลืมจนถึงวันนี้ดังต่อไปนี้

ดร.เยน แนะนำในการที่จะเข้าไปพัฒนาชนบทนั้นต้องกระทำดังนี้

Go to the people
Live among them, Learn from them
Plan whit them, Work with them
Start with what they know, Build on what they have
Teach by showing ; learn by doing
Not a showcase but a pattern
Not odds and ends but a system
Not piecemeal  but integrated approach
Not  to conform but to transform
Not relief but release

ไปหาชาวบ้าน
อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา

วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา

เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี

สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ

ไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อเป็นแบบแผน

ไม่ใช่สิ่งละอันพันละน้อย  แต่เป็นระบบ

ไม่ใช่ทำทีละอย่าง  แต่ใช้หลักผสมผสาน

ไม่ใช่ตามใจ  แต่ช่วยให้เปลี่ยนแปลง

ไม่ใช่โอบอุ้ม  แต่ช่วยสร้างพลัง”

ป๋วยมูลนิธิบูรณะชนบท 1

ถ้าจะสรุปโดยย่นย่อคือ “ไปสู่ อยู่ด้วย ช่วยประสาน”  ความสำเร็จของ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยคือการสร้างอิทธิพลทางความคิดให้แก่ภาครัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนในเรื่องการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน โดยเฉพาะการพัฒนาคนและชุมชนเพื่อเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาชนบท และประเทศไทยในภาพรวม

งานของมูลนิธิชนบทแห่งประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนความคิดและความพยายามของอาจารย์ป๋วย  และเพื่ออุดมการณ์ของท่าน ที่จะช่วยพัฒนาสังคมไทยให้ไปสู่สภาพที่พึงปรารถนามากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสังคมที่มีสมรรถภาพ เสรีภาพ ความยุติธรรม และความเมตตากรุณา

ผลผลิตของมูลนิธิชนบทแห่งประเทศไทย ที่สำคัญคือการสร้าง “นักพัฒนา” เป็นจำนวนมาก ผู้คนจำนวนมากหลักจากเริ่มต้นเป็น“นักพัฒนา” ที่มูลนิธิเป็นเวลาหนึ่งแล้วลาออกไปแล้งยังคงทำหน้าที่เป็น “นักพัฒนา” มาจนถึงทุกวันนี้ หลายคนเป็น “ผู้นำ”  “ต้นแบบ”   “ผู้เผยแพร่”  “ผู้สร้างนวัตกรรม” ให้การกวงการพัฒนาของประเทศไทยและระดับสากล รวมทั้งได้ทำงานกระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

หนังสือเหลียวหลังแลหน้า

สำนักบัณฑิตอาสมัคร นำพาบัณฑิตสู่วิถีชีวิตชนบท

http://www.gvc.tu.ac.th/

กาสรทำงานเพื่อพัฒนาชนบทของอาจารย์ป๋วยนั้นได้ทำควบคู่กับการศึกษามาโดยตลอด ทันที่ที่รับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านก็ได้ตั้งคณะทำงานยกร่างหลักการและระเบียบของโครงการ “ประกาศนียบัตรอาสาสมัครขั้นบัณฑิต” (ป.อ.บ.) ซึ่งประกอบด้วย ดร.สิริ สมบัติศิริ ร.อ.วิโรจน์ โอสถานุเคราะห์ อ.ภิรมย์ จั่นถาวร  และนายสำราญ ปั้นเก่า

เมื่อหลักสูตรได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยอาจารป๋วยได้เป็นประธานคณะกรรมการโครงการ โดยมีอาจารย์ภิรมย์ จั่นถาวรเป็นเลขานุการ และมีอาจารย์คณะอื่น ๆ และบุคลากรจากภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ.2513 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการ “ประกาศนียบัตรบัณฑิตอาสาสมัคร”  โครงการนี้เริ่มรับอาสาสมัครที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีภายในธรรมศาสตร์ก่อน โดยกมีการสอบสัมภาษณ์อย่างเข้มงวด โดยในรุ่นแรกมีผู้ผ่านการสอบสัมภาษณ์จำนวน 18 คนเป็นผู้หญิง 14 คน ผู้ชาย จำนวน 4 คน  อาสาสมัครรุ่นแรกได้มีการกระจายไปทั่วประเทศไทย ตั้งแต่เหนือสุดคือแม่สะเรียง จนถึงใต้สุดคือสุไหงโกลก

บัณฑิตอาสามัครรุ่นแรนกนี้อาจารย์ป๋วยได้ทุ่มเทเวลาให้เป็นอย่างมาก ได้ออกไปเยี่ยมอาสาสมัครอย่างทั่วถุง และยังได้ตอบจดหมายของอาสาสมัครด้วยตนเอง ทั้งที่ส่งตรงและลงพิมพ์ในจดหมายข่าวเพื่อนพ้อง

หลังจากนั้นในรุ่นที่ 2 ได้มีการเปิดรับบัณฑิตครอบคลุมทุกมหาวิทยาลัย และได้มีการโอนผู้รับผิดชอบจากคณะเศรษฐศาสตร์ไปสู่มหาวิทยาลัยโดยตรงและเปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” (ส.บ.อ.) กิจการของสำนักบัณฑิตอาสาสมัครได้ขยายออกไปนอกจากการสอนหนังสือในระดับมัธยมศึกษาแล้วยังขยายออกไปทำงานพัฒนาด้านอื่น ๆ ด้วย

สิ่งที่บัณฑิตไปสอนหนังสือหรือร่วมสร้างวัตถุต่าง ๆ ในชนบทนั้นอาจจะไม่มากนักแต่สิ่งที่เป็นผลที่ตามมาจากโครงการบัณฑิตอาสาสมัครคือการให้บัณฑิตจากสาขาวิชาต่าง ๆ ที่มีการเรียนรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยได้ออกไปศึกษา เรียนรู้ และรับประสบการณ์ ฝึกให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และทำงานด้วยความชอบธรรม

การศึกษาในของสำนักบัณฑิตอาสาสมัครนั้นแบ่งเป็น 3 ส่วนคือส่วนแรกเป็นการอบรมใช่เวลา 1-2 เดือน หลังจากนั้นก็เป็นการลงพื้นที่ 7-8 เดือน แล้วกลับมาเขียนสารนิพนธ์อีก 1-2 เดือน เป็นอันจบหลักสูตร

นับเป็นเรื่องน่าเสียดานที่อาจารย์ป๋วยได้มีส่วนร่วมกับสำนักบัณฑิตอาสาสมัครจนถึงปี 2519 นั้นโดยที่ท่านสามารถอุทิศเวลาให้อย่างเต็มที่คือรุ่น 1-4 แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความผูกพันของท่านต่อสำนักบัณฑิตอาสาสมัครจะลดน้อยลง ขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่เป็นบัณฑิตอาสาสมัครแล้วอาจารย์ป๋วย ยังอยู่ในความทรงจำตลอดไปดังข้อเขียนของจุมพล วีเชียรศิลป์  บัณฑิตอาสาสมัครรุ่น  5 บันทึกไว้ว่า

ข้าพเจ้ายังจำคำสอนของอาจารย์ป๋วยได้เสมอจนถึงปัจจุบัน เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไปทำงานที่บุรีรัมย์ใหม่ ๆ บุรีรัมย์สมัยนั้นเป็นจังหวัดชายแดนที่มีการปะทะรบพุ่งกับเขมร ประชาชนตามชายแดนต้องอพยพหนี้ภัยสงครามได้รับความทุกข์เดือดร้อนมาก ประกอบอาชีพอะไรก็ไม่ได้ ฐานะก็ยากจนน่าเวทนามาก ท่าอาจารย์ป๋วยพร้อมคณะไดไปแวะเยี่ยมข้าพเจ้า ท่านกล่าวว่า “เราเป็นข้าทาสของแผ่นดิน ความทุกข์ของชาวบ้านเป็ฌนความทุกข์ของแผ่นดดิน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราต้องไปแก้ไขการทำงานนั้นแม้จะยากลำบากสักปานใดก็ตามหาหเรามีความตั้งใจ ทุ่มเททำจริง ทำต่อเนื่อง ทำด้วยความเสียสละกำลังกาย กำลังใจและสติปัญญาแล้ว สักวันจะต้องพบกับความสำเร็จแน่นอน”

หนังสือโครงการที่ผมรัก

โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง บททดลองของการบูรณาการความคิดเพื่อชนบทไทย

ระหว่างที่สอนหนังสือและทำวิจัยด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบทอยู่ที่มหาวิทยาลัย เคมบริดจ์ในระหว่างปี 2514-2515 อาจารย์ป๋วยได้ติดต่อและเตรียมการโครงการสำคัญโครงการหนึ่งที่จะแปรแนวคิดสู่การปฏิบัติ

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้กล่าวถึงโครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง ในปาฐกถา 40 ปี มูลนิธิโกมลคีมทองไว้ว่า

อาจารย์ป๋วยยังคิดการด้านพัฒนาลุ่มแม่น้ำแม่กลองขึ้นอีกด้วย โดยท่านเห็นว่าคนในชนบทพากันอพยพเข้าเมืองกรุงนั้น มีข้อเสียยิ่งกว่าข้อดี ขนาดจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีรายได้ประชาชาติโดยเฉลี่ยสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ เป็นอันมาก และจังหวัดนั้นก็ห่างจากราชธานีไม่เท่าไร แต่ราษฎรในละแวกนั้นยังทิ้งถิ่นที่กำเนิดมาหากินในเมืองกรุงกันมิใช่น้อย ท่านเห็นว่าถ้าร่วมมือกันทำลุ่มน้ำแม่กลองให้เป็นตัวอย่างแห่งการพัฒนา จนคนในละแวกนั้น  ยินดีที่จะทำมาหากินตามท้องถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนของตน ก็จะเป็นผลดียิ่งนัก โดยเราอาจขยายการพัฒนาทำนองนี้ไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ จนถึงแถบที่ยากไร้ออกไปทุกๆ ที

ท่านขอความร่วมมือจากสามมหาวิทยาลัย และบุคลากรในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ให้ธรรมศาสตร์ช่วยทางด้านสังคม ให้เกษตรศาสตร์ช่วยทางด้านกสิกรรม และให้มหิดลช่วยทางด้านการสาธารณสุข โดยมูลนิธิรอกกี้เฟลเลอร์ช่วยออกทุนอุดหนุนโครงการต่างๆ ในระยะแรกเริ่ม

นับว่านี่เป็นความฝันอย่างสำคัญทางด้านสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วย ซึ่งก็ได้คนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนทำงานกับท่านอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยพากันเห็นว่า นี่คือการสอนให้ราษฎรรู้เท่าทันรัฐ ให้ไม่สยบยอมข้าราชการใน

สามมหาวิทยาลัยที่อ้างถึงคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  มหาวิทาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยที่มีภารกิจที่แตกต่างกันโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งชำนาญด้านการเกษตร ได้ทดลองการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างระบบเกษตร โดยคัดเลือกเกษตรกร 1-2 คนในแต่ละท้องที่เป็นผู้ทดลองพืชชนิดใหม่ โดยมีบัณฑิตเกษตรศาสตร์ที่ประจำท้องที่ทดลองปฏิบัติการเป็นผู้ควบคุมแนะนำ

ขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งศูนย์อนามัยโดยนำชาวบ้าน 1-2 คนจากท้องที่ปฏิบัติการแต่ละแห่งมาฝึกอบรมแล้วให้ไปประจำศูนย์อนามัยในหมู่บ้าน  ส่วนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นทดลองวิธีการให้การศึกษาผู้ใหญ่ทดลองวิธีการศึกษาแบบใหม่ ๆ และการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง

การที่นักวิชาการต่างมหาวิทยาลัยและต่างสาขาอาชีพต้องมาทำงานร่วมกันนั้น การประสานความแตกต่างเหล่านี้กลายเป็นภาระของโครงการโดยไม่คาดหมายมาก่อน และช่วงเวลาการทำนั้นก็สั้นมากคือเพียง 16 เดือน จากมิถุนายน 2518-ตุลาคม 2519 ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโครงการฯจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้สรุปปัญหานี้ไว้ว่า

เอกลักษณ์ของโครงการนี้คือเป็นโครงการแรกและโครงการเดียวในประเทศไทยที่มีการสร้างความร่วมมือจาก 3 มหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้อาจารย์และบัณฑิตที่มาจากต่างสาขาวิชาได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด มีโอกาสถกเถียงการทำงานอย่างตรงไปตรงมา ทำให้แต่ละฝ่ายค่อย ๆ เข้าใจคนอื่น และเข้าใจความแตกต่าง จุดทัศนา (point of view)ของผุ้ที่ได้รับการศึกษามาจากต่างสาขาอาชีพ

ตามแผนที่วางไว้โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลองจะสิ้นสุดการดำเนินการในระยะที่สองในเดือนมิถุนายน 2520 แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 อาจารย์ป๋วยต้องลี้ภัยการเมืองไปอังกฤษ และโครงการนี้ก็ได้รับผลกระทบทางการเมืองอย่างรุนแรงจนต้องล้มเลิกไปในโดยปริยาย นับเป้นความสูญเสียไม่เพียงแต่โครงการความร่วมมือในการพัมนาชนบทร่วมกันอย่างบูรณาการเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความฝันที่จะสร้างสังคมด้วยแนวทางสันติประชาธรรมที่อาจารย์ป๋วยได้วางแนวทางไว้ด้วย