ปฏิทินชีวิต


ปฐมวัย และเสรีไทย

2459
ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ตลาดน้อย อำเภอสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ

2476
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมแผนกภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ

 

2476-2480
ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ

 

2480
ธรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

 

2480-2481
เป็นล่ามภาษาฝรั่งเศสให้แก่อาจารย์ชาวฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

 

2484
ปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง London School of Economics and political Science (LSE) มหาวิทยาลัยลอนดอน เป็นผลให้ได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกทันที

 

2485
รับราชการในกองทัพแห่งสหราชอาณาจักร เพื่อเข้าร่วมขบวนการเสรีไทยในประเทศอังกฤษระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า นายเข้ม เย็นยิ่ง

 

2486
ออกเดินทางจากเมืองลิเวอร์พูลไปฝึกการทำจารกรรมในประเทศอินเดีย

 

2487
ขึ้นเครื่องบินจากประเทศอินเดียเพื่อมาติดต่อกับหัวหน้าเสรีไทยในประเทศ โดยเสี่ยงตายกระโดดร่มลงที่จังหวัดชัยนาท แต่ถูกทางการจับได้และนำมาขังล่ามโซ่ไว้ที่วัดวังน้ำขาว

 

2488
ได้รับยศพันตรีแห่งกองทัพบกอังกฤษ

 

2489
สงครามสงบ กลับไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ และได้แต่งงานกับคู่รักชาวอังกฤษ – มาร์กาเร็ต สมิท นักศึกษามหาวิทยาลัยลอนดอน

 

2491
ปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ London School of Economics and Political Science (LSE)

 


ข้าแผ่นดินผู้ซื่อสัตย์

2492
กลับเมืองไทย รับราชการในกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

 

2492-2499
เศรษฐกร ผู้เชี่ยวชาญการคลัง กระทรวงการคลัง

 

2494
เดินทางไปดูงานด้านภาษีอากร ณ มลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

2496
รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งอยู่เจ็ดเดือนก็ถูกปลดออก เพราะไปขัดขวางผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในสมัยนั้น

เป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงการคลัง และได้เสนอแนะว่ารัฐบาลควรตั้งงบประมาณรายได้และรายจ่ายให้ใกล้เคียงกัน

 

2499
ย้ายไปเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลังประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ เพื่อความปลอดภัยจากอิทธิพลทางการเมืองในขณะนั้น

 

2502
จอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งนายป๋วยให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรก (ถึงปี 2504)

จอมพลสฤษดิ์มีโทรเลขไปหานายป๋วยขณะประชุมอยู่ที่กรุงลอนดอน เพื่อเชิญมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่นายป๋วยตอบปฏิเสธ เพราะได้สาบานไว้เมื่อเป็นเสรีไทยว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จอมพลสฤษดิ์จึงแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ

 

2505-2510
เป็นผู้อำนายการสำนักงานเศรษฐกจการคลัง กระทรวงการคลัง ทำให้นายป๋วยเป็นคนเดียวที่คุมทั้งนโยบายการเงิน การคลัง และงบประมาณของประเทศ

 

2505
ออกพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นแม่บทของธนาคารพาณิชย์สมัยใหม่ ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในระบบธนาคาร

 


นักการศึกษา-พัฒนาชนบท

2507
ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และใช้เวลา 10 ปี สร้างอาจารย์ประจำคณะจากหกคนเพิ่มขึ้นเกือบร้อยคน และทำให้คณะนี้กลายเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

กล่าวสุนทรพจน์ในงานสมาคมธนาคารไทย มีใจความว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐมนตรีไปเป็นกรรมการธนาคารพาณิชย์ นับเป็นสุนทรพจน์ที่ฮือฮามากที่ข้าราชการผู้ใหญ่กล้าทักท้วงจอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี

 

2508
ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนายธนาคารกลางดีเด่นของโลก ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของประเทศไทยในการขยายตัวด้านเศรษฐกิจในระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

 

2510
ร่วมมือกับเพื่อนๆ ตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ถือเป็นโครงการพัฒนาชนบทแห่งแรกของภาคเอกชน โดยมีแนวคิดว่า การพัฒนาชนบทและคุณภาพของคนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

 

2511
เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับเกียรติให้เป็น Honorary Fellow ของ London School of Economics and Political Science (LSE)

 

2512
บรรยายที่ธรรมศาสตร์ “ผู้ว่าการธนาคารฯ ต้องมีความกล้าหาญติติงรัฐบาลบ้าง แต่หากนโยบายของรัฐบาลขัดกับหลักการของธนาคารชาติมากก็ต้องคัดค้านโดยการลาออก”

ก่อตั้งโครงการบัณฑิตอาสาสมัคร เพื่อส่งบัณฑิตไปทำงานในชนบท โดยกล่าวว่า “เราเป็นข้าทาสของแผ่นดิน ความทุกข์ของชาวบ้านเป็นความทุกข์ของแผ่นดิน”

 

2513
ไปเยี่ยมอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในฐานะลูกศิษย์ ซึ่งทำให้ถูกทางการเพ่งเล็งในเวลาต่อมา

สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Princeton ประเทศสหรัฐอเมริกา

 


สันติประชาธรรม

2514
ลาออกจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดเวลา 12 ปี ที่นายป๋วยดำรงตำแหน่ง ถือได้ว่าเป็นสมัยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปลอดจากอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุด ทุกฝ่ายให้ความเกรงใจ เพราะเชื่อมั่นในความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตของท่าน

ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

 

2515
เขียนจดหมายฉบับประวัติศาสตร์จากอังกฤษ ใช้ชื่อนายเข้ม เย็นยิ่ง เรียกร้องให้มีการคืนเสรีภาพแก่ประชาชนชาวไทยจากการทำรัฐประหารของจอมพล ถนอม กิตติขจร

ลาออกจากคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงรัฐบาลเผด็จการที่จำกัดเสรีภาพของประชาชน และปัญหาการทุจริตเงินแผ่นดินในวงราชการ

 

2516
ชาวธรรมศาสตร์หยั่งเสียงสรรหาอธิการบดีคนใหม่ นายป๋วยได้รับคะแนนสูงสุด

ดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิโกมลคีมทอง
เผยแพร่ความคิดและหลักการสันติประชาธรรม

 

2517
ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ได้เดินทางกลับเมืองไทย และนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ และผู้มีอำนาจเสนอให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่ตอบปฏิเสธ

ก่อตั้งโครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง เพื่อชักชวนให้อาจารย์จากต่างมหาวิทยาลัยมาร่วมกันทำงานพัฒนาชนบท

ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลป์ พีระศรี

ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก University of Singapore

 

2518
เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์คนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วางนโยบายขยายการเรียนการสอนธรรมศาสตร์จากท่าพระจันทร์ไปรังสิต

 

2519
ถูกฝ่ายขวากล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และฝ่ายซ้ายโจมตีว่าขัดขวางการทำงานของนักศึกษา

เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 นายป๋วยได้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากอธิการบดี และออกเดินทางไปประเทศอังกฤษ

 


ตำนานอันนิรันดร์

2520
เดินทางไปพบคนสำคัญในหลายประเทศเพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยเวลานั้น และเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี

เส้นโลหิตในสมองแตกทำให้ไม่สามารถพูดได้ และใช้ชีวิตอย่างสุขสงบกับภรรยาในบ้านพักกรุงลอนดอน

 

2528
มีเซียม ยิบอินซอย ปั้นรูป ดร. ป๋วย ติดตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และกล่าวว่า “คนที่ท่านสร้างขึ้นมาจะยังนึกถึงท่านอยู่รึเปล่า”

 

2530
เดินทางกลับมาเยี่ยมเมืองไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

เป็นบุคคลแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แต่งตั้งให้เป็นธรรมศาสตราจารย์

 

2536
เดินทางมาเยี่ยมเมืองไทย

 

2538
เดินทางมาเยี่ยมเมืองไทยอีกครั้ง และเป็นบุคคลแรกที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งสันติภาพไทย

 

2540
กลับมาเยี่ยมเมืองไทยเป็นครั้งสุดท้าย

 

2542
ถึงแก่กรรมที่บ้าน ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2542 เนื่องจากเส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องโป่งแตก รวมอายุ 83 ปี

อังคารของอาจารย์ป๋วยถูกนำไปลอยทะเลทางด้านใต้ของเกาะคราม จังหวัดชลบุรี